หมวดหมู่: ARCHIVE

ผู้เขียน: รวิพล ลี้มิ่งสวัสดิ์

ในบท Gamic Action, Four Moments ของ Alexander R. Galloway นั้นเขาเริ่มต้นด้วยการชี้ถึงความสนของเขา ที่สนใจสื่อที่ถูกเรียกว่า video game (ในความหมายกว้าง) ซึ่งเป็นวัตถุทางวัฒนธรรมที่ประกอบไปด้วย อุปกรณ์การคำนวณเชิงอิเล็กทรอนิคหรือจักรกล กับ game ที่แสดงตนผ่าน software ในรูปลักษณ์ของข้อมูลที่จะถูกส่งไปยัง จักรกล ซึ่งตัวจักรกลก็จะทำงานแสดงถึงกฎของเกมเหล่านั้นออกมา ส่วนผู้ใช้งานก็เข้าไปติดต่อสัมพันธ์กับทั้ง software และ hardware ตัวของ Galloway นั้นใช้คำว่า gaming ในฐานะของกลไกทั้งปวงของ video game แง่นี้มันจึงนับรวมทั้งจักรกลและองค์ประกอบเชิงอินทรีย์ด้วย
.
Galloway มองว่า หากภาพถ่ายคือรูปภาพ ภาพยนตร์คือภาพเคลื่อนไหว video game มันก็คือการกระทำ (action) หากขาดไร้ซึ่งการกระทำ สิ่งนี้ย่อมไม่เกิดขึ้น หากขาดองค์ประกอบของผู้ใช้งานและจักรกลไป video game คงเป็นแต่เพียงชุดรหัสทางคอมพิวเตอร์ก็เท่านั้น การจะเข้าใจถึงสิ่งนี้ Galloway มองว่าต้องเข้าใจผ่านการกระทำที่ดำรงอยู่ภายในการเล่นเกม เหมือนกับที่ตัวเขาบอกว่า “video game คือ การกระทำ หากปราศจากการกระทำ เกมก็ยังคงเป็นแต่เพียงแผ่นกระดาษของหนังสือกฎเชิงนามธรรม หากปราศจากการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้เล่นและจักรกลแล้ว วีดีโอเกมก็คงเป็นได้แต่เพียงเลขรหัสเชิงสถิติของคอมพิวเตอร์ วีดีโอเกมจะดำรงอยู่ก็ต่อเมื่อจักรกลนั้นถูกเปิดขึ้น และ software ได้ดำเนินการ พวกมันดำรงตนอยู่ก็ต่อเมื่อได้แสดงออก”

(เพิ่มเติม…)

ภายหลังจากวิกฤตการเงินของโลกในปี 2008 นักทฤษฎีสำนัก Post-Autonomism ซึ่งเป็นคนรุ่นหลังจาก Antonio Negri มีส่วนอย่างสำคัญในการพัฒนาทฤษฎีเศรษฐศาสตร์การเมืองของ Autonomism ให้สอดคล้องกับยุคสมัยปัจจุบันมากขึ้น โดยเฉพาะงานเขียนของ Carlo Vercellone ซึ่งเสนอข้อเสนอทางทฤษฎีเกี่ยวกับ “การกลายเป็นค่าเช่าของกำไร” (becoming-rent of profit) ในฐานะที่ “ค่าเช่า” (rent) ได้กลายมาเป็นกลไกของการดึงเอามูลค่าจาก multitude โดยจักรวรรดิในปัจจุบัน ซึ่งเป็นภาคต่อจากการวิเคราะห์วิกฤตของการวัดมูลค่าที่ Negri ทำไว้ใน Marx Beyond Marx: Lessons on the Grundrisse (1991)  ซึ่งได้กล่าวถึงไปบ้างแล้วก่อนหน้านี้

Vercellone เริ่มต้นโดยการโต้แย้งมายาคติของนักเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยค่าเช่าที่มองว่า “ค่าเช่าคือมรดกของสังคมก่อนสมัยใหม่ และเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาที่ก้าวหน้าของการสะสมทุนของระบบทุนนิยม” มายาคติดังกล่าวนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า “ในระบบทุนนิยมที่แท้ บริสุทธิ์ และมีประสิทธิภาพต้องเป็นระบบทุนนิยมที่ไม่มีค่าเช่า” โดยในระบบทุนนิยมจะมีรูปแบบการกระจายส่วนแบ่งอยู่หลัก 2 รูปแบบ คือ กำไร (profit) ซึ่งเป็นสิ่งที่นายทุนซึ่งเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิตได้รับ และค่าจ้าง (wage) ซึ่งเป็นสิ่งที่แรงงานได้รับเมื่อเขาขายกำลังแรงงานของตนเองให้กับนายทุนในกระบวนการจ้างงาน

ข้อเสนอหลักของ Vercellone ก็คือ ค่าเช่าเป็นกลไกสำคัญของการขูดรีดภายใต้ระบบทุนนิยมแบบจักรวรรดิ โดยเฉพาะในการผลิตและบริโภคสินค้าที่เป็นอวัตถุทั้งหลาย

(เพิ่มเติม…)

ผู้เขียน: พรทิพา แปงเพ็ชร นักศึกษาปริญญาโท สาขาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

บทนำ

ธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นมาแล้วในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงของระบบทุนนิยมในยุคที่มีระบบการผลิตแบบสายพานการผลิต (Fordism)[1] ซึ่งเป็นยุคที่แรงงานถูกควบคุมจังหวะการทำงานด้วยเครื่องจักรและควบคุมการใช้ชีวิตด้วยเวลาเข้างานและเลิกงานตามเวลาที่โรงงานกำหนด โดยจะทำการผลิตสินค้าจำนวนมากในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ สินค้าที่ถูกผลิตเป็นจำนวนมากจากพื้นที่หนึ่งจึงถูกกระจายไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ที่ไม่ได้มีการผลิตสินค้าในแบบเดียวกัน ธุรกิจขายตรงจึงเป็นตัวกลางหนึ่งที่กระจายสินค้าจากแหล่งผลิตไปถึงมือผู้บริโภคได้โดยตรง ต่อมาหลังปี 1980 เป็นช่วงที่ก้าวเข้าสู่ยุค Post-Fordism ระบบการผลิตมีการเปลี่ยนแปลงและไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรมอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลมาจากอิทธิพลของเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ที่ส่งผลให้ธุรกิจขายตรงได้เติบโตและขยายตัวเข้าไปในประเทศต่าง ๆ อย่างรวดเร็วรวมทั้งประเทศไทยด้วย ธุรกิจขายตรงหลาย ๆ บริษัทได้ขยายตัวมายังประเทศไทยจนเกิดการก่อตั้งสมาคมธุรกิจขายตรงไทยขึ้นในปี 1983 (ดูเพิ่มเติมใน…สมาคมขายตรงไทย[2])

ระบบการผลิตและการจ้างงานของธุรกิจขายตรงที่ได้รับอิทธิพลจากเสรีนิยมใหม่ทำให้สมาชิกหลาย ๆ คนมองว่าธุรกิจขายตรงเป็นความหวังและเป็นทางออกสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ไม่จำเป็นต้องมีวุฒิการศึกษา ไม่ต้องมีประสบการณ์การทำงาน เป็นการทำงานที่ลงทุนน้อย มีความเสี่ยงน้อย และได้ค่าตอบแทนมาก การเข้าสู่การเป็นสมาชิกของธุรกิจขายตรงจะนำพาตัวเองไปสู่การเป็นผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจ สมาชิกหลาย ๆ คนจึงพยายามพัฒนาตัวเองให้มีศักยภาพในการแข่งขัน ซึ่งสมาชิกบางประเภทก็ทำให้สมาชิกเข้าใจว่าตัวเองเป็นผู้ประกอบการเจ้าของธุรกิจ

(เพิ่มเติม…)

ผู้เขียน: รวิพล ลี้มิ่งสวัสดิ์

เพื่อเป็นการตอบโต้กับข้อวิจารณ์ของ Adam Arvidsson กับ Elanor Colleoni (ดูบทความก่อนหน้านี้) ที่วิจารณ์ต่อข้อเสนอของเขาว่า ทฤษฎีมูลค่าแรงงานแบบ Marxist ไม่อาจปรับใช้กับโลกของอินเทอร์เน็ตและทุนนิยมข่าวสาร และเสนอว่าแท้จริงแล้ว มูลค่า นั้นก่อร่างสร้างตนขึ้นมาจากกฏเชิงอารมณ์ความรู้สึกมากกว่า

Christian Fuchs แย้งว่า ทั้งสองคนนั้นไม่เข้าใจความแตกต่างระหว่าง มูลค่า (Value) และ ราคา (price) ที่สิ่งแรกนั้นถูกกำหนดมาจากเวลาที่ใช้ไปในการผผลิต ปริมณฑลของมันเกี่ยวเนื่องกับกระบวนการผลิตสิ่งที่จะกลายเป็นสินค้า ส่วนอย่างหลังนั้นมันเกี่ยวข้องกับระดับของเงินตรา มันอยู่ในกระบวนการไหลเวียนของสินค้าในตลาด สินค้าที่จะถูกเปลี่ยนไปเป็นกำไร (profit) ในสายตาของ Fuchs นั้นกระบวนการขูดรีดนั้นเกี่ยวข้องกับการสร้างสินค้านั้นนั้นขึ้นมา หรือกล่าว (อย่างสุดโต่ง) อีกอย่างได้ว่าต่อให้สินค้านั้นไม่มี ราคา ในตลาดแต่ว่ากระบวนการขูดรีดนั้นก็เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นแล้วการวิจารณ์ของ Arvidsson และ Colleoni ที่วางอยู่บนเรื่องราคาของสินค้าข้อมูลในตลาดโฆษณาจึงเป็นการมองที่ ราคา ไม่ใช่เรื่อง มูลค่า ซึ่ง Fuchs มองว่าพวกเขานั้นสับสนในกรอบคิดทั้งสองตัวนี้ (เพิ่มเติม…)

ผู้เขียน: รวิพล ลี้มิ่งสวัสดิ์

งานของ Adam Arvidsson กับ Elanor Colleoni นั้นมุ่งที่จะสนทนากับงานของ Christian Fuchs โดยตรง (ดูเกี่ยวกับข้อเสนอของ Fuchs) โดยเฉพาะในปมปัญหาเรื่องข้อเสนอของ Fuchs ในเรื่องการปรับใช้ทฤษฎีมูลค่าแรงงานแบบ Marxist ที่นำมาอธิบายการขูดรีดมูลคค่าส่วนเกินบน platform จำพวก social media ที่วางอยู่บนเรื่องของเวลา รวมทั้งเรื่องการมอง prosumer ในฐานะแรงงานที่ถูกขูดรีด

ทั้งสองนั้นชี้ถึงข้อบกพร่องในงานของ Fuchs อย่างน้อย 2 ประการ คือ

1) ความเกี่ยวข้องระหว่างมูลค่าที่ถูกผลิตสร้างกับเวลาที่ใช้ไปในการผลิตนั้นอาจจะไม่เกี่ยวข้องกัน มูลค่าที่ถูกสร้างขึ้นใน social media นั้นอาจเป็นเรื่องของอารมณ์ ความผูกพันที่ผู้คนใส่เข้าไปหรือมีต่อเครือข่ายในโลกอินเทอร์เน็ต

2) และการมอง plathform พวกนี้อย่างแยกโดดโดยไม่คำนึงถึงเงื่อนปัจจัยเชิงการเงินที่จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับมัน การขายสินค้าตรง ๆ อาจไม่ใช่ประเด็นเดียวที่ต้องคิดคำนึง

(เพิ่มเติม…)

ผู้เขียน: พุฒิพงศ์ พจน์จำเนียร

(ที่มา: https://deliriousantidotes.wordpress.com/2015/06/13/fight-back/)

          การศึกษาเป็นความหวังของใครหลาย ๆ คน เป็นปัจจัยเสริมให้สามารถยกระดับชีวิตให้ดีขึ้น แต่ในโลกทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ทำให้การศึกษากลายเป็นเครื่องมือของนายทุนในการกดขี่ขูดรีดเราอยู่เรื่อย ๆ ไป ยิ่งกว่านั้นรัฐก็ได้กลายเป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนอีกด้วยในบทความนี้พยายามเสนอให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของระบบการศึกษาในกระแสเสรีนิยมใหม่ ว่าการศึกษาในปัจจุบันไม่สามารถทำให้คุณมีชีวิตที่ดีกว่าเก่า คุณไม่สามารถเป็นอายุน้อยร้อยล้าน หรือยิ่งเรียนยิ่งรวยได้ การศึกษาปัจจุบันกลายเป็นเพียงช่องทางและโอกาสที่เพิ่มขึ้นของคนมีเงิน และตอกย้ำความจนของคนจนต่อไป

(เพิ่มเติม…)

Maria Mies นักสตรีนิยมมาร์กซิสต์คนสำคัญที่เขียนงานคลาสลิคที่ชื่อว่า Patriarchy and Accumulation on a World Scale: Women in the International Division of Labour[1] ในปี 1986 งานชิ้นนี้มีความสำคัญอย่างมากทั้งในแง่ของการให้ภาพประวัติศาสตร์และในแง่ของการพูดถึงแนวโน้มของผู้หญิงภายใต้ระบบการแบ่งงานกันทำระดับโลก (international division of labour) รวมถึงการให้ความสำคัญกับการล่าอาณานิคมและลัทธิอาณานิคม และความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าอาณานิคมกับประเทศที่กลายมาเป็นอาณานิคม

Mies พัฒนางานเขียนของเธอต่อจากวิวาทะเรื่องงานในบ้านในทศวรรษก่อนหน้านี้ ข้อเสนอของ Mies ก็คือ การล่าอาณานิคมและความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมระหว่างประเทศโลกที่ 1 และประเทศโลกที่ 3 ซึ่งเกิดขึ้นผ่านการแบ่งงานกันทำระดับโลกคือสาเหตุสำคัญให้ผู้หญิงในประเทศโลกที่ 3 ประสบกับความยากลำบาก

Mies เสนอมโนทัศน์สำคัญ 2 มโนทัศน์ในการทำความเข้าใจปัญหาคือ หนึ่ง การกลายเป็นแม่บ้าน (housewifization) และ สอง ระบอบพ่อเป็นใหญ่ในระบบทุนนิยม (capitalist patriarchy)

(เพิ่มเติม…)

ในหนังสือ Commonwealth Michael Hardt และ Antonio Negri[1] เสนอว่า ภายหลังจากทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา การผลิตในระบบทุนนิยมได้พัฒนามาอยู่ในรูปของ “การผลิตแบบชีวะการเมือง” (biopolitical production) ซึ่งเป็นการผลิตและกระบวนการผลิตที่มีเป้าหมายเพื่อการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมและตัวตน (subjectivity) ของมนุษย์เอง ผ่านความสัมพันธ์ทางสังคมที่มนุษย์มีต่อมนุษย์คนอื่น การผลิตแบบชีวะการเมืองจึงเป็นการผลิตชีวิตและรูปแบบของชีวิต โดยการผลิตชีวิตนั้นเกิดขึ้นตลอดเวลาและในทุกสถานที่ที่มนุษย์ใช้ชีวิต ไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในเวลาหรือสถานที่ของการทำงานเท่านั้น ต่างจากการผลิตในยุคทุนนิยมอุตสาหกรรมที่เวลาของการผลิตคือเวลาที่แรงงานทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม แต่การผลิตแบบชีวะการเมืองเป็นการผลิตที่ทำลายเส้นแบ่งระหว่างเวลาและสถานที่ของการทำงาน (work) กับเวลาและสถานที่ของการใช้ชีวิต (life) ดังนั้น ผลผลิตของการผลิตเช่นนี้จึงอยู่ในรูปของอวัตถุ หรือ immaterial ไม่ใช่การผลิตสินค้าที่เป็นวัตถุ (material) ซึ่งแยกงานกับชีวิตออกจากกันไม่ได้ การสร้างชีวิตจึงเป็นการทำงาน และผลผลิตของการทำงานก็คือการสร้างชีวิต

 

เราจะพบว่า การผลิตแบบชีวะการเมืองซึ่งอยู่ในรูปของการผลิตสร้างชีวิตนั้นปรากฏมาอย่างยาวนานในปริมณฑลการผลิตซ้ำทางสังคมที่ผู้หญิงเป็นพลังการผลิตหลัก ภายหลังจากการเข้าสู่ระบบการผลิตแบบหลังอุตสาหกรรมในทศวรรษ 1970 งานและการทำงานในระบบทุนนิยมก็เปลี่ยนแปลงไป คือ งานมีลักษณะของความเป็นผู้หญิงมากขึ้น (feminization of work) จากเดิมที่กิจกรรมของผู้หญิงไม่ถูกนับว่าเป็น “งาน” กลับถูกนับว่าเป็น “งาน” เพราะกิจกรรมที่ผู้หญิงเคยทำในบ้านกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตในระบบทุนนิยม โดยเฉพาะในภาคบริการ (service sector) ซึ่งส่วนใหญ่จ้างแรงงานของผู้หญิง

(เพิ่มเติม…)

ข้อเสนอพื้นฐานว่าด้วยระบบทุนนิยมความรับรู้[1]

Carlo Vercellone

แปลพร้อมขยายความบางส่วนโดยเก่งกิจ กิติเรียงลาภ

เป้าหมายของบทความนี้ก็คือการแนะนำบางแง่มุมของโครงการวิจัยที่ชื่อว่า ระบบทุนนิยมความรับรู้ ประเด็นหลักของโครงการวิจัยวางอยู่บนสมุฎฐานที่ว่า ระบบการผลิตแบบฟอร์ด (Fordism) กำลังเกิดวิกฤต และวิกฤตดังกล่าวได้เผยตัวมันเองในฐานะจุดเปลี่ยนที่สำคัญไปสู่แนวโน้มของการที่ความรู้กลายมาเป็นส่วนสำคัญของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม และแนวโน้มดังกล่าวจะเห็นได้ชัดเจนในสมมติฐานทางทฤษฎีของมาร์กซ์เกี่ยวกับ “ปัญญาสาธารณะ” (General Intellect)

ในที่นี้จะแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 ประเด็น ดังนี้

  1. จะอธิบายแนวทางหลักของโครงการวิจัยนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้เขียนจะประยุกต์เอาวิธีวิทยาแบบมาร์กซิสต์มาช่วยในการอธิบาย ซึ่งจะแตกต่างจากกรอบการวิเคราะห์แบบอื่นๆในระบบทุนนิยมปัจจุบัน
  2. มุ่งทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของความสัมพันธ์ระหว่างทุนกับแรงงาน ซึ่งนำมาสู่วิกฤตของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรม และผลของมันก็นำไปสู่การเกิดขึ้นของระบบทุนนิยมความรับรู้
  3. จะเน้นที่การวิเคราะห์ธรรมชาติของความเป็นปฏิปักษ์และความขัดแย้ง (ทั้งอัตวิสัยและภาววิสัย) ที่อยู่ในระบบทุนนิยมความรับรู้

(เพิ่มเติม…)

สรุปความจาก Making a Living, “Open Letter to Arts Council Portfolio and DCMS Visual Art Organisations, UK,” in Work, Work, Work: A Reader on Art and Labour (Sternberg Press, 2012), pp. 214-217.

ภาพจาก https://www.trendhunter.com/trends/political-art

จดหมายเปิดผนึกถึง Arts Council Portfolio และ DCMS Visual Art Organisations, UK

เราคือกลุ่มศิลปินทั้งภายในและนานาชาติที่ไร้ชื่อเสียงเรียงนาม ผู้ซึ่งรณรงค์เกี่ยวกับสภาพการทำงานของศิลปินในสหราชอาณาจักร เนื่องจากการตัดเงินสนับสนุนมหาศาลสำหรับการทำงานศิลปะในช่วงเวลาที่ผ่านมา นี่คือเวลาที่ Portfolio และ DCMS ซึ่งเป็นองค์กรให้ทุนทำงานศิลปะจะต้องหันกลับมาให้ความสำคัญต่อการให้เงินสนับสนุนการทำงานศิลปะอีกครั้ง ประเด็นที่สำคัญที่สุดสำหรับการถกเถียงเรื่องการยกระดับการสนับสนุนศิลปินก็คือคำถามที่ว่า “เราจะจ่ายค่าตอบแทนให้ศิลปินอย่างเป็นธรรมได้อย่างไร”

ศิลปินเป็นแนวหน้าของการต่อสู้เรื่องการได้รับค่าแรงที่เป็นธรรมในโลกของการทำงานศิลปะ แม้ว่าที่ผ่านมาสิทธิของการทำงานพื้นฐานของกำลังแรงงานทั้งหมดจะถูกละเลยไป และที่แย่กว่านั้น สิทธิเหล่านี้ได้ถูกเพิกเฉยโดยคนที่อ้างว่าเป็นปากเป็นเสียงของพวกเรา

หลังจากที่พวกเราแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน มันเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆว่ามีตัวอย่างของการที่ศิลปินไม่ได้รับค่าจ้างหรือได้รับค่าจ้างต่ำกว่าที่ควรจะได้เมื่อเราทำงานกับแกลเลอรี่ที่ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากรัฐทั่วสหราชอาณาจักร และยิ่งชัดเจนขึ้นว่า การปฏิบัติที่ห่วยแตกต่อการทำงานศิลปะท่ามกลางกระแสการทุ่มเงินให้วงการศิลปะนั้นมีมานานก่อนที่จะมีการตัดงบประมาณ

ในช่วงที่ผ่านมา มีงานศึกษาของ a-n The Artists’ Information Company ที่ชื่อว่า “ฉากที่เปลี่ยนไปของการจ้างงานศิลปิน” ออกมา ซึ่งชัดเจนมากว่า ศิลปินแต่ละคนต้องแบกรับภาระการจ่ายค่าใช้จ่ายจำนวนมากของการทำงานศิลปะ การตัดงบประมาณของ ACE ส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อการทำงานที่จะสามารถขอการสนับสนุนเงินทุนทำงานได้อย่างเป็นอิสระ ซึ่งความไม่มั่นคงเหล่านี้ได้กระทบต่อวงการการศึกษาระดับสูงไปก่อนหน้านี้ที่ลดทอนงบประมาณสนับสนุนอาจารย์หน้าใหม่และการเชิญอาจารย์จากที่อื่นมาให้ความรู้ นี่คือทรัพยากรสำคัญที่เป็นแหล่งรายได้ของศิลปินเช่นกัน

คงต้องกล่าวให้ชัดลงไปอีกว่า ข้อกังวลของพวกเรานั้นไม่ใช่เรื่องของการปกป้องตัวเองแบบสุดโต่ง เราเข้าใจดีถึงความจำเป็นของศิลปินที่จะต้องรับผิดชอบและร่วมกันออกแบบวิธีการทำงานของเราขึ้นมาใหม่ อย่างไรก็ตาม การที่เรายังสามารถยังชีพได้ในสถานการณ์ที่ยากลำบากดังกล่าวไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างว่าสถาบันที่ให้ทุนทำงานกับศิลปินได้ทำหน้าที่รับผิดชอบต่อกำลังแรงงานของพวกเขาอย่างดีเยี่ยมแล้ว

แม้แต่ในบริบทที่เราโดนตัดเงินสนับสนุน การที่ศิลปินหลายคนยังคงทำงานร่วมกับแกลเลอรี่และพิพิธภัณฑ์ชั้นนำของรัฐหลายแห่งไม่ได้หมายความว่า เราไม่มีสิทธิ์เรียกร้องค่าแรงหรือค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เพียงเพราะเราได้รับโอกาสอันแสนปราณีจากสถาบันเหล่านี้ หากเราไม่มองว่านี่คือเรื่องเร่งด่วน ศิลปะในสหราชอาณาจักรจะกลายเป็นสิ่งที่จำกัดอยู่เฉพาะในพวกที่มีชื่อเสียงแล้วจำนวนน้อยหรืออยู่ในมือคนมีสตางค์มากพอที่จะจ่ายเลี้ยงตัวเองแม้ว่าจะอยู่ในระบบสังคมที่ล้มเหลวแบบนี้ ….

ดังนั้น เราจึงขอเรียกร้องต่อเพื่อนร่วมงานของเราที่ทำงานศิลปะโดยได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐร่วมกันแสดงเจตน์จำนงในสถานการณ์ที่เราต้องร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวคิดเรื่องนโยบายที่เกี่ยวกับการทำงานหรือตัวอย่างที่มีเกี่ยวกับวิธีการได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรมที่สุดสำหรับศิลปิน…

กรุณาส่งอีเมลมาที่ [email protected]

นี่คือความตั้งใจของเราเกี่ยวกับการสร้างตัวแบบง่ายๆและเป็นสากลที่เกี่ยวพันกับค่าตอบแทนของศิลปิน (artist fees) … และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะสนับสนุนการรณรงค์นี้

ด้วยความปรารถนาดี

MAKING A LIVING (MAL)