ผู้เขียน: Kengkij

ผู้เขียน รวิพล ลี้มิ่งสวัสดิ์

Ursula Huws เสนอข้อเสนอที่ดูจะเรียบง่ายที่ว่าเมื่อสภาพการณ์นั้นเปลี่ยนไป บรรดากรอบคิดที่ถูกคิดเมื่อกลางศตวรรษที่ 19 อย่างของ Marx นั้นก็ต้องถูกปรับเปลี่ยน

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง การถกเถียงเรื่อง แรงงานดิจิทัล (digital labor) เป็นสิ่งที่ถูกให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการพล่าเลือนของเส้นแบ่งระหว่าง งาน (work) และการเล่น (play) หรือจะเป็นระหว่าง การผลิต (production) และการบริโภค (consumption) รวมทั้งประเด็นที่ว่าแรงงานไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้รับเงินตอบแทนนั้นก็ล้วนอยู่ในฐานะที่สร้างมูลค่าส่วนเกิน (surplus value) และมีความแปลกแยกรวมทั้งถูกขูดรีด ทำให้ในแง่นี้ Huws มองว่า ทฤษฎีมูลค่าแรงงาน อาจต้องปรับแก้ให้เข้ากับยุคสมัยในศตวรรษที่ 21

(เพิ่มเติม…)

ผู้เขียน เก่งกิจ กิติเรียงลาภ

ในช่วงเวลาเดียวกับกระแสการต่อต้านความคิดของ Hegel วงการมานุษยวิทยาของฝรั่งเศสก็เต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะเมื่อ Claude Levi-Strauss เขียนงานชิ้นสำคัญหลายชิ้นที่ถือว่าเป็นการให้กำเนิดมานุษยวิทยาแบบโครงสร้างนิยม[1] Pierre Clastres ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ Levi-Strauss ก็ได้รับอิทธิพลทางความคิดอย่างมากจากความคิดแบบโครงสร้างนิยม Clastres เองมองว่า แนวคิดโครงสร้างนิยมน่าจะเป็นทางออกจากความคิดแบบสังคมนิยมและลัทธิสตาลิน รวมถึงน่าจะเป็นทางออกจากปรัชญาของ Hegel ด้วย อย่างไรก็ดี ภายในเวลาไม่ถึงทศวรรษหลังจากที่ Clastres ทำงานวิจัยภาคสนามในปารากวัย เขาค้นพบว่า แนวคิดโครงสร้างนิยมมีข้อจำกัดในหลายประการ เขาเสนอความคิดใหม่ นั่นคือ มานุษยวิทยาการเมือง ในฐานะที่เป็นทางออกจากทั้งความคิดมาร์กซิสต์และโครงสร้างนิยมที่ต่างก็หมกมุ่นกับเรื่องความสมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ (economic rationality) โดยมานุษยวิทยาการเมืองก็คือการหันมาให้ความสำคัญกับเจตจำนงทางการเมือง (political intentionality)[2] (เพิ่มเติม…)

 

หนังสือ On Kings (2017) ของ David Graeber และ Marshall Sahlins พยายามโต้แย้งความคิด 2 กลุ่มสำคัญ คือ

1) นักรัฐศาสตร์ที่จัดวางสมมติฐานของการศึกษาอยู่ที่ความจำเป็นของการมีรัฐ โดยเชื่อว่าสังคมที่มีรัฐเป็นพัฒนาการที่จำเป็นของสังคมทุกสังคม และสังคมไร้รัฐก็วุ่นวายต่างจากสภาวะธรรมชาติแบบในความคิดของ Hobbes

และ 2) โต้แย้งพวกนักมานุษยวิทยาที่ศึกษาสังคมชนเผ่าโดยเชื่อว่าสังคมชนเผ่าเป็นสังคมที่เท่าเทียมเสมอภาคโดยไม่มีอำนาจอะไรเหนือไปกว่าสังคม ข้อเสนอดังกล่าวนี้ของนักมานุษยวิทยาวางอยู่บนการที่พวกเขาพบว่าสังคมชนเผ่านั้นปราศจากรัฐ และอยู่ร่วมกันในสังคมโดยไม่มีอำนาจพิเศษอะไรบางอย่างที่ร้อยรัดความเป็นสังคมให้ดำรงอยู่ได้ (เพิ่มเติม…)

ผู้เขียน รวิพล ลี้มิ่งสวัสดิ์

Bruce Robinson เริ่มด้วยการชี้ว่าการเกิดขึ้นของ platform ที่เปิดให้เข้าใช้บริการฟรีนั้นนำมาซึ่งการถกเถียง ตั้งคำถามถึงต้นกำเนิด (origin) ของ มูลค่า (value) โดยที่งานสำคัญที่มุ่งตอบปัญหานี้ก็คืองานของ Fuchs และ งานของ Arvidsson กับ Colleoni ซึ่งวางอยู่บนเรื่องของการสร้างมูลค่าส่วนเกิน (surplus value) ที่จะถูกขูดรีดไปในการผลิต แต่งานของ Robinson พยายามจะมอง สนใจการทำงานของทุนนิยมทั้งระบบ ทั้งในส่วนการผลิต, การไหลเวียน, การกระจาย เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจรวมทั้งการไหลเวียนของมูลค่าในทุน web 2.0 สำหรับ Robinson

(เพิ่มเติม…)

ผู้เขียน รวิพล ลี้มิ่งสวัสดิ์

สำหรับ Nick Srnicek แล้ว การทยานขึ้นของ เศรษฐกิจเชิงดิจิทัล (the digital economy) ในฐานะรูปแบบ/ตัวแบบทางธุรกิจที่วางอยู่บนเรื่องของเทคโนโลยี ข้อมูล อินเทอร์เน็ต มันเป็นสิ่งที่เกิดมาจากผลของห้วงจังหวะ (movement) ที่สำคัญสามช่วง  (เพิ่มเติม…)

ผู้เขียน รวิพล ลี้มิ่งสวัสดิ์

งานของ Eran Fisher เริ่มต้นด้วยการชี้ว่ามีกรอบคิดที่ใช้ในการวิเคราะห์ดู สื่อ (media) ที่ทรงอิทธิพลอยู่สองแบบ คือ หนึ่ง การวิเคราะห์เชิงวัฒนธรรม (cultural analysis) และสอง การวิเคราะห์เชิงวัตถุ (materialist analysis) ซึ่งกรอบคิดทั้งสองนั้นมีแง่มุมต่อสื่อและผู้ชมที่แตกต่างกัน

โดยที่ การวิเคราะห์เชิงวัฒนธรรม นั้นเน้นวิเคราะห์และให้ความสนใจไปยังโครงสร้างส่วนบน (super structure) ตามกรอบคิดแบบมาร์กซิสต์ และเผยให้เห็นถึงบทบาทหน้าที่ของอุดมการณ์ (ideological) ที่ทำการผลิตซ้ำให้ทุนนิยมสามารถคงอยู่ต่อไปได้ สำนักคิดที่มีอิทธิพลต่อกรอบการมองเช่นนี้นั้นก็คือ Frankfurt school และ Birmingham school โดยที่พวกแรกนั้นมองว่าสาร (message) ที่ถูกสื่อออกมานั้นมีลักษณะที่สั่งการจากบนลงล่าง ผู้ชม (audience) นั้นเป็นผู้รับสารที่เฉยชา (passive) จึงนำไปสู่การวิเคราะห์ว่า รหัส (code) ใดที่ถูกใส่เข้ามาในสารเหล่านั้น แต่พวกหลังนั้นกลับมองว่าผู้ชมมีลักษณะความกระตือรือร้น (active) มีความสามารถ ความเป็นไปได้ที่จะถอดรหัสสารที่สื่อมา และอาจไปถึงขั้นต่อต้านสารที่ว่านั้นก็ได้ ผู้ชมในสายตาของ Birmingham school จึงมีลักษณะที่มีส่วนร่วมในการประกอบสร้างความหมายอันหลายหลาก อย่างไรก็ตามทั้งสองสำนักคิดนั้นก็มีจุดร่วมที่มอง สื่อในฐานะพื้นที่เชิงอุดมการณ์ (media as an ideological site)

(เพิ่มเติม…)

ในบทแรกของหนังสือ Beyond Nature and Culture ของ Philippe Descola[1] นักมานุษยวิทยาชาวฝรั่งเศส ชี้ว่าเราอาจแบ่งการทำความเข้าใจ The Great Divide ซึ่งเป็นการแบ่งแยกครั้งสำคัญของโลก ที่วางกรอบให้กับความเข้าใจในภววิทยาและญาณวิทยาของสังคมสมัยใหม่ได้ออกเป็น 7 มิติ คือ

(เพิ่มเติม…)

ผู้เขียน: รวิพล ลี้มิ่งสวัสดิ์

ในงานของ Brice Nixon ที่อยู่ในหนังสือ Reconsidering Value and Labour in the Digital Age นั้นเริ่มต้นด้วยการชี้ว่ากรอบความคิดแบบ digital labour นั้นละเลยการวิเคราะห์ถึงสิ่งที่เรียกว่า audience labour หรือแรงงานผู้ชม อันเป็นกรอบคิดที่ใช้หมายถึง บรรดากิจกรรมของผู้ชมในการอ่าน, ฟัง, ดู ที่มีนัยของการบริโภคความหมาย กรอบคิดแบบนี้ถือว่ากิจกรรมที่ว่านั้นเป็นงานแบบหนึ่งนั้นเอง (เพิ่มเติม…)

ผู้เขียน: ภาณุพงศ์ พิบูลยรัตนกิจ

 

ในปัจจุบัน การมีวิถีชีวิตที่ต้องดิ้นรนหรือใช้เวลาชีวิตไปกับการทำงานให้มากเท่าที่จะทำได้เพื่อแสวงหา “เงิน” ซึ่งสิ่งจำเป็นในการมีชีวิตอยู่ ให้เพียงพอต่อการมีชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนเข้าใจว่าเป็นธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ไปเสียแล้ว เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำให้มีมูลค่าที่วัดได้โดยเงิน และการได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้น พวกเราต้องหาเงินและใช้เงิน “ซื้อ” สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ทั้งเพื่อที่จะตอบสนองความปรารถนาของตนเอง และเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่รอด เพราะแม้กระทั่งการเข้าถึงสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตอย่าง อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และการรักษาพยาบาล รวมไปถึงสิ่งที่ถูกกำหนดให้เป็นวิถีทางที่จำเป็นต่อการสร้างความสามารถในการใช้ชีวิตหรือความสามารถในการหาเงินอย่าง การศึกษา ที่เพียงพอต่อการอยู่รอดปลอดภัย พวกเราก็ต้องแสวงหาเงินมาซื้อมันด้วยตนเองทั้งหมดอย่างหลีกเลียงไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็น “สินค้า” ไปทั้งหมด ทำให้ “การหาเงินเพื่อนำไปซื้อสินค้า” กลายเป็นกิจกรรมที่สำคัญและจำเป็นที่สุดในชีวิต ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลาชีวิตไปในสัดส่วนที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับกิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิต ทั้ง ๆ ที่ ไม่ใช่กิจกรรมที่ผู้คนแต่ละคนมีความปรารถนาที่จะทำมันด้วยตนเองเลย เป็นเรื่องปกติที่เข้าใจได้ว่า ไม่ว่าคุณจะชอบทำอะไร ชอบต่อยมวย เล่นฟุตบอล ทำอาหาร วาดภาพ ท่องเที่ยว อ่านหนังสือปรัชญา คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ทำงานวิจัย หรือชอบไปนั่งกินขนมชิค ๆ ในร้านกาแฟเก๋ ๆ คุณก็จะไม่สามารถใช้เวลาไปกับสิ่งที่คุณชอบได้มากเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับเวลาชีวิตที่คุณต้องเสียไปกับการทำงานหาเงินได้เลย ซึ่งวิถีชีวิตเช่นนี้ และปรากฏการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นปกติในชีวิตของมนุษย์ปัจจุบันเป็นสิ่งที่อธิบายได้ด้วยมโนทัศน์(concept) ทางเศรษฐศาสตร์การเมืองชุดหนึ่งที่เรียกว่า “เสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism)” (เพิ่มเติม…)

ผู้เขียน: รวิพล ลี้มิ่งสวัสดิ์

​จุดมุ่งหมายของ Christian Fuchs ก็คือการโต้แย้งว่า 1) ผู้ใช้งาน social media (หรือ แรงงานดิจิทัล digital labour) นั้นเป็นแรงงานที่มีผลิตภาพ (productive) หาใช่เป็นแรงงานที่ไร้ผลิตภาพ (unproductive) และ 2) กรอบคิดเรื่องค่าเช่า (rent) ไม่สามารถนำมาทำความเข้าใจเศรษฐกิจการเมืองของ platform โดยเฉพาะ social media ได้

​ในส่วนของจุดมุ่งหมายประการแรกนั้น เขาเริ่มต้นด้วยการแจงถึงกรอบคิดเรื่อง productive ของแรงงานที่มีหลายนิยามของคนอย่าง Karl Marx ซึ่งแรงงานที่มีผลิตภาพนั้นเป็นไปได้ทั้ง การทำงานที่ผลิตมูลค่าใช้สอย, แรงงานที่ผลิตทั้งทุนและมูลค่าส่วนเกินที่จะถูกใช้ไปในการสะสม หรือแม้แต่บรรดาแรงงานที่ “มีส่วน” ในการผลิตสร้างมูลค่าส่วนเกินหรือทุน การศึกษาหรือกรอบการมองเรื่องความมีผลิตภาพส่วนมากมักจะละเลยมิติสุดท้ายไปทำให้เกิดข้อจำกัดในการมองถึงเรื่องนี้

ข้อจำกัดนั้นได้ส่งผลให้เกิดการมองว่ามีแต่เพียงแรงงานที่ได้รับค่าจ้าง (wage labour) หรือแรงงานที่อยู่ภายใต้ความสัมพันธ์แบบค่าจ้างเท่านั้นที่มีผลิตภาพและเกิดการขูดรีด (exploitation) แรงงานที่ไม่ได้รับค่าจ้าง (unpaid labour) นั้นไม่ใช่อะไรที่จะถูกขูดรีดได้ Fuchs เรียกกรอบคิดแบบนี้ว่าพวกที่หลงใหลในแรงงานค่าจ้าง (wage-labour fetishism) ทั้ง ๆ ที่หากมองจากกรอบคิดเรื่องการขูดรีดแล้ว ภาพความพยายามของชนชั้นปกครองที่จะดูดฉกฉวยเอาแรงงานส่วนเกินนั้นมีอยู่อย่างตลอดไม่ว่าจะเป็นทาสหรือแรงงานในบ้านก็ตาม


(เพิ่มเติม…)