Ursula Huws กับทฤษฎีมูลค่าแรงงานในยุคดิิจิทัล

Ursula Huws กับทฤษฎีมูลค่าแรงงานในยุคดิิจิทัล

ผู้เขียน รวิพล ลี้มิ่งสวัสดิ์

Ursula Huws เสนอข้อเสนอที่ดูจะเรียบง่ายที่ว่าเมื่อสภาพการณ์นั้นเปลี่ยนไป บรรดากรอบคิดที่ถูกคิดเมื่อกลางศตวรรษที่ 19 อย่างของ Marx นั้นก็ต้องถูกปรับเปลี่ยน

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง การถกเถียงเรื่อง แรงงานดิจิทัล (digital labor) เป็นสิ่งที่ถูกให้ความสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการพล่าเลือนของเส้นแบ่งระหว่าง งาน (work) และการเล่น (play) หรือจะเป็นระหว่าง การผลิต (production) และการบริโภค (consumption) รวมทั้งประเด็นที่ว่าแรงงานไม่ว่าจะได้หรือไม่ได้รับเงินตอบแทนนั้นก็ล้วนอยู่ในฐานะที่สร้างมูลค่าส่วนเกิน (surplus value) และมีความแปลกแยกรวมทั้งถูกขูดรีด ทำให้ในแง่นี้ Huws มองว่า ทฤษฎีมูลค่าแรงงาน อาจต้องปรับแก้ให้เข้ากับยุคสมัยในศตวรรษที่ 21

ทฤษฎีมูลค่าแรงงาน นั้นเป็นเงื่อนปม (the knot) สำคัญของกรอบคิดเรื่องทุนนิยมในฐานะความสัมพันธ์ทางสังคมของ Marx โดยที่การแย่งยึดมูลค่าส่วนเกินนั้นเป็นการกระทำที่เป็นใจกลางของความสัมพันธ์ที่ว่านี้

การอธิบายที่ดูเรียบง่ายเริ่มต้นจากการที่แรงงานต้องทำเพื่อความอยู่รอด พวกเขามอบเวลา (time) ให้กับนายทุน และทำการผลิตมูลค่าออกมา โดยที่บางส่วนของมันได้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายเพื่อการมีชีวิตรอดของเขา เวลาส่วนนี้ (เวลาการใช้แรงงานที่จำเป็น – necessary labor time) โดยทั่วไปแล้วจะได้รับการชดเชย แต่ว่ามูลค่าส่วนเกินจะถูกแย่งยึดไปโดยนายทุนและกลายเป็นกำไรรวมทั้งถูกนำไปลงทุนใหม่ คำถามสำคัญที่ตามมา คือ อะไรคือ แรงงาน (labor) อะไรคือแรงงานที่มีประสิทธิผล (productive) ที่ผลิตมูลค่าส่วนเกิน อะไรคือระดับการมีชีวิตรอดที่เกี่ยวข้องกับกรอบคิดเรื่อง เวลาการใช้แรงงานที่จำเป็น

สำหรับ Huws แล้ว การถกเถียงเรื่องแรงงานดิจิทัลนั้นเอาธุระกับปมปัญหาพวกนี้อย่างผิวเผินและลดทอนความซับซ้อนของมันมากจนเกินไป Huws ต้องการจะถกเถียงและปรับปรุงทฤษฎีของ Marx โดยการทำความเข้าใจผ่านสามสิ่ง คือ การใช้ชีวิต (living) แรงงาน และมูลค่า (value)

ก่อนนั้น Huws ต้องการพูดถึง คำเฉพาะบางประการ (terminology) สำหรับผู้ที่เดินตามรอยของ Marx นั้นให้ความสนใจกับแรงงานที่มีและไม่มีประสิทธิผลเป็นอย่างมาก ในแง่ของการผลิตมูลค่าส่วนเกิน โดยที่ Huws ใช้สิ่งนี้เป็นหนึ่งในแกนการแบ่งประเภท โดยที่มีแรงงานที่มีประสิทธิผลสำหรับทุนนิยมโดยรวม ซึ่งอาจถูกเรียกว่า การผลิตซ้ำที่มีประสิทธิผล (reproductive) และยังมีแรงงานที่มีประสิทธิผลตรง ๆ กับบรรดานายทุน หรือเรียกว่ามี ประสิทธิผลทางตรง (directly productive)  นอกจากนี้มันยังมีความแตกต่างกันในด้านที่ได้รับ (paid) และไม่ได้รับ (unpaid) ค่าตอบแทน เป็นอีกแกนการแบ่งประเภท

สำหรับ Huws ลักษณะของแรงงานในทุนนิยม คือ แรงงานที่ผลิตมูลค่าให้กับนายทุน และผลิตรายได้เพื่อการมีชีวิตรอดของพวกเขาด้วย

นอกจากนี้กรอบคิดเรื่องแรงงานรับจ้าง (wage labor) ของ Marx เพียงอย่างเดียวก็ดูเป็นอะไรที่กีดกันความซับซ้อนอื่น ๆ ออกไป ทั้งที่จริงมีรูปแบบการใช้แรงงานที่มีส่วนในการสะสมทุนแต่ไม่ได้มีรูปแบบความสัมพันธ์แบบค่าจ้าง Huws จึงใช้คำว่า “inside the knot” เพื่อกล่าวถึงการใช้แรงงาน มากกว่าจะพูดถึงการแบ่งจากความมีหรือไร้ประสิทธิผล

Huws ลองจัดแบ่งรูปแบบการใช้แรงงานออกเป็นสี่ประเภทใหญ่ ๆ คือ

หนึ่ง “inside the knot” มันเป็นการใช้แรงงานเพื่อผู้จ้างงานโดยตรง เป็นลักษณะที่คนงานนั้นพึ่งพาลักษณะการใช้แรงงานแบบนี้เพื่อความอยู่รอด รูปแบบการใช้แรงงานนี้จึงเป็นแนวหน้าของความขัดแย้งระหว่างทุนและแรงงานเหนือเรื่องเวลาและเงินตราที่ได้รับ มันเป็นรูปแบบที่มีความเข้มข้นของตรรกะของทุนนิยมที่สูง (โดยเปรียบเทียบ)  แรงงานประเภทนี้เกี่ยวข้องทั้งการผลิตและการกระจายสินค้าด้วย

สอง งานเชิงการบริโภค (consumption work) อันเป็นลักษณะของแรงงานผู้บริโภคนั้นต้องทำหน้าที่บริการหรือกระจายสิ่งต่าง ๆ แทนที่แรงงานที่ได้รับค่าจ้าง เป็นงานที่เคยอยู่กับลักษณะการใช้แรงงานในแบบที่หนึ่งมาก่อน สาม งานบริหารรัฐกิจและการบริการสาธารณะ (รวมทั้ง NGO) แรงงานแบบนี้นั้นมีประสิทธิผลต่อทุนนิยมโดยรวม (ไม่ได้มีต่อนายทุนในฐานะปัจเจกคนเดียวตรง ๆ) โดยที่แรงงานแบบนี้เริ่มหายไปจากการทำให้สินค้าและบริการนั้นกลายเป็นสินค้ามากยิ่งขึ้น (มันเป็นการเคลื่อนไปสู่รูปแบบการใช้รแงงานแบบที่หนึ่ง)

สุดท้าย คือ แรงานที่เกี่ยวกับเรื่องบ้าน เช่นเดียวกับประเภทก่อนหน้าในแง่การสร้างประสิทธิผลต่อทุนนิยม แต่ต่างกันที่ในประเภทนี้พวกเขาไม่ได้รับค่าจ้างตอบแทน

สิ่งหนึ่งที่ Huws เตือนไว้ก็ คือ รูปแบบการแบ่งประเภทของการใช้แรงงานนั้นไม่ควรถูกเข้าใจว่าเป็นการแบ่งประเภทของคนงาน หรือแม้แต่การแบ่งประเภทของชนชั้น คนงานคนหนึ่งนั้นอาจมีรูปแบบการใช้แรงงานหลายประเภทที่แตกต่างกันได้พร้อม ๆ กัน นี้เป้นสิ่งที่ต้องระวัง

ในสายตาของ Huws การขยายตัวของงานที่ไม่ได้ใช้แรงกายในการทำก็ยังนับว่าอยู่ในสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับการใช้แรงงานทั้งปวง กิจกรรมเสมือน (virtual activity) ในแง่หนึ่งมันก็วางอยู่บนโครงสร้างพื้นฐานทางการภาพและสินค้าที่ผลิตด้วยเครื่องจักร นอกจากนี้แม้ว่า 20% ของบริษัทที่ใหญ่โตที่สุดในโลกจะเป็นด้านการบริการ แต่อีก 80% ที่เหลือมันก็ไม่ใช่เช่นนั้น

ในการถกเถียงเรื่องมูลค่านั้น Huws มองว่ามีหนทางสามแบบที่บรรษัทนั้นจะสร้างผลกำไรให้เกิดขึ้นภายในทุนนิยม คือ ค่าเช่า (rent) การค้าขาย (trade) และ มูลค่าส่วนเกินจากการผลิตสินค้า (commodity production)

ท่ามกลางการเกิดขึ้นของกิจกรรมบนโลกออนไลน์ที่ขยายตัว และทะลุทะลวงขอบเขตต่าง ๆ ปมปัญหาเรื่องการทำให้เป็นเงินตรา/การสร้างเงินตราของบริษัทออนไลน์เหล่านั้นกลายเป็นจุดสนใจ สิ่งที่ตามมาก็คือว่า สินค้า อะไรกันที่บริษัทเหล่านั้นใช้เพื่อให้ได้มาซึ่งผลกำไรมันคืออะไร และใครเป็นคนผลิต ในกรณีของบริษัทอย่าง google และ facebook มันเป็นอะไรที่ชัดเจนว่ารายรับส่วนมากมาจากการโฆษณาที่วางบนเรื่องการวิเคราะห์เพื่อให้มาซึ่งเป้าหมายของการโฆษณา กรอบคิดเรื่อง สินค้าผู้ชม (audience commodity) ก็ถูกนำมาใช้ โดยเฉพาะ Fuchs ที่มองว่าเวลาการใช้แรงงานที่มีประสิทธิผลของผู้ใช้งาน (ผู้ชม) ถูกฉกฉวยไปโดยทุน เวลาที่หมายความถึงห้วงเวลาที่พวกเขาออนไลน์

อย่างไรก็ดี Huws มองว่าการใช้กรอบคิดเรื่องสินค้าแบบนี้ มันทำราวกลับทำสิ่งที่ถูกซื้อ-ขายก็ควรนับว่าเป็นสินค้า สำหรับเธอแล้วรูปแบบของสินค้าภายใต้ทุนนิยมนั้นควรต้องมีคำจำกัดความที่แตกต่าง เธอมองว่าสินค้าเป็นผลผลิตหรือบริการที่ถูกขายไปในตลาด และผู้ที่ขายมันก็จะได้รับผลกำไรที่มากกว่าในเชิงสัดส่วนกับการผลิต ในแง่นี้ระหว่างเก้าอี้ (หรือสินค้า) ที่ถูกผลิตโดยช่างไม้ (หรือการผลิตแบบก่อนหน้าทุนนิยม) กับที่ถูกผลิตโดยนายทุนเจ้าของโรงงานที่จ้างคนงานจำนวนมาก มันจึงเป็นเรื่องความแตกต่างของ สินค้า ที่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างแรงงานและนายทุน (คนงานที่ต้องถูกควบคุมและบังคับจากนายทุน) มากกว่าจะขึ้นอยู่กับเรื่องการขายและซื้อของสินค้า

ด้วยเหตุนี้ Huws ได้ปฏิเสธการทำความเข้าใจถึงผลกำไรของบริษัทเหล่านั้นผ่านกรอบคิดเรื่องการขายสินค้าธรรมดา และทอลแงนำกรอบคิดเรื่อง ค่าเช่า กลับมาใช้ อย่างไรก็ตามเธอก็ยังมองว่ามูลค่าที่เพิ่มขึ้นมาใน social network หรือ search engine ก็เกิดมาจากมูลค่าส่วนเกินที่ได้จากการใช้แรงงานอยู่ดี เพียงแต่มันเป็นแรงงานของผู้ที่ทำการโฆษณาบนพื้นที่พวกนั้นมากกว่าจะเป็นแรงงานของผู้ใช้งานพื้นที่นั้น (แบบข้อเสนอของ Fuchsและกรอบคิดแบบสินค้าผู้ชม)

กระทั่งในงานของ Arvidsson และ Colleoni ที่มองว่าพื้นที่ (platform) พวกนั้นทำหน้าที่ในฐานะช่องทางในการแปลงการลงทุนเชิงอารมณ์ของ multitude ให้กลายเป็นรูปธรรม มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ส่งผลให้เกิดการประเมินมูลค่าทางการเงินต่อพื้นที่นั้น ๆ และบรรดาบริษํทเหล่านี้ก็จะได้รับส่วนแบ่งของมูลค่าส่วนเกินผ่านความสามารถในการดึงดูดการลงทุนเชิงอารมณ์ที่ว่านั้น แต่ Huws ก็มองว่าสุดท้ายมันก็เลี่ยงที่จะตอบคำถามง่าย ๆ ที่ว่า ใครกำลังจ่ายเงินตอบแทนสำหรับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเธอก็ตอบอย่างเรียบง่ายว่าคือเหล่าผู้โฆษณานั้นเอง

แน่นอนว่ามันมีหนทางการแสวงหาค่าเช่าในรูปแบบอื่นของกิจกรรมบนโลกออนไลน์ เช่นว่า การเก็บค่าธรรมเนียมการเข้าถึงฐานข้อมูลออนไลน์ หรือการเข้าถึง ซื้อ download สื่อ เป็นต้น

หรือแม้แต่พื้นที่ที่ถูกพิจารณาในฐานะสื่อกลางบนโลกออนไลน์สำหรับธุรกิจบนโลกออฟไลน์ที่หารายได้จากค่าเช่า เช่น ebay

สำหรับ Huws แล้ว การค้าขายที่วางอยู่บนเรื่องของการได้มาซึ่งสิ่งบางสิ่ง ณ ราคาหนึ่ง แล้วขายมันไปในราคาที่สูงกว่าเพื่อสร้างผลกำไร กระบวนการเช่นนี้เธอนับรวมกระทั่งเรื่องของการแย่งยึดผลผลิตของแรงงานมาตรง ๆ  ด้วย

ส่วนในรูปแบบสุดท้ายของการสร้างมูลค่า การผลิตสินค้า ในปัจจุบันแรงงานดิจิทัลนั้นเข้าไปพัวพันกับกระบวนการผลิตอย่างมาก โดยเฉพาะในแง่ที่ว่ามีการใช้แรงงานที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือที่วางบนเรื่อง computer หรือการทำงานในรูปแบบของดิจิทัล

แม้แต่กิจกรรมการบริการ ที่ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการผลิตหรือไม่ มันก็เกี่ยวข้องกับการออนไลน์หรือการใช้เทคโนโลยีด้านการติดต่อสื่อสารและข้อมูล ลักษณะต่าง ๆ เหล่านี้ดูจะเป็นสิ่งที่พบเห็นได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ในกระบวนการใช้แรงงานมันเกิดการ outsource การเกิดขึ้นของพื้นที่ออนไลน์แบบใหม่ ๆ (online platform) ก็ทำให้การใช้แรงงานสามารถเกิดการร่วมมือกันได้มากขึ้น อันนำไปสู่การพัฒนารูปแบบที่สุดโต่งอย่างการแบ่งแยกงานอย่างแยกย่อย และหากว่ากิจกรรมเหล่านี้ทำด้วยแรงงานที่ได้รับการจ้างงาน การใช้แรงงานเหล่านั้นก็ดูจะเป็นสิ่งที่อยู่ใน inside the knot อย่างไรก็ตามเมื่องานหลายประเภทนั้นสามารถถูกทำได้ด้วยแรงงานที่ได้รับหรือไม่ได้รับการจ้างงานก็ได้ ก็ทำให้ความแน่นอนนี้ต้องได้รับการพิจารณาอย่างระแวดระวังยิ่งขึ้น

ด้วยกรอบคิดเรื่อง แรงงานขนส่ง (transport worker) ที่ให้ความสำคัญกับขั้นตอนการกระจายสินค้า ที่ทำให้แรงงานพวกนี้ถูกพิจารณาในฐานะผู้มีประสิทธิผล แต่เมื่อมีการนำผู้บริโภคเข้ามาทำงานในส่วนนี้ (โดยที่ไม่ได้รับค่าตอบแทน) เช่น การที่บรรดาผู้บริโภคต้องติดต่อ/บริการตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยตัวกลางเหล่านี้) มันก็ทำให้ในสายตาของ Huws ที่มองว่ากิจกรรมทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่มีประสิทธิผล เพียงแต่ในกรณีนี้ที่แรงงานไม่ได้รับค่าจ้างเหล่านี้นั้นก็หาได้อยู่ใน inside the knot ที่ความสัมพันธ์ของพวกเขาขึ้นอยู่กับทุนอย่างตรงไปตรงมา

กรอบคิดเรื่องแรงงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างนั้นเป็นสิ่งที่มีมาอย่างยาวนาน และอยู่ในข้อถกเถียงมายาวนานเช่นกัน Huws ลองที่จะเสนอประเภทของแรงงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างออกเป็นสี่ประเภท คือ

หนึ่ง เป็นแรงงานที่อิสระจากตลาด เป็นการใช้แรงงานเพื่อผลิตมูลค่าใช้สอยในบ้าน มันเป็นประเภทเดียวกับแรงงานอย่างสุดท้ายที่เธอได้จัดแบ่งไปก่อนหน้านี้ แรงงานแบบนี้มีลักษณะความไร้ประสิทธิผลในแง่ที่มันไม่ได้สร้างมูลค่าให้กับทุนโดยตรง แต่มันเป็นการผลิตซ้ำที่มีประสิทธิผลในแง่ที่เป็นเงื่อนไขจำเป็นของการดำรงอยู่ของแรงงาน เช่น งานที่ธำรงรักษาอาราณ์, ข่ายใยทางสังคม

สอง เป็นสิ่งที่เรียกว่า งานเชิงการบริโภค อันเป็นส่วนที่เร่งให้เกิดระดับของผลกำไรที่สูงที่สุด อย่างไรก็ดีมันก็ยังอยู่ในประเภทของ outside the knot

สาม เป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานเชิงสร้างสรรค์ บรรดาศิลปินที่ไม่ได้รับค่าจ้าง คนเขียนบล็อค ผู้โพสภาพ เพลง วีดีโอ มันเป็นงานที่คาบเกี่ยวตำแหน่งแห่งที่ในตลาดแรงงานหลายส่วนทั้ง การจ้างงานตนเอง, แรงงานที่ได้รับการว่าจ้าง หรือแม้แต่การผลิตรายย่อย หรือแม้แต่บรรดาผู้พัฒนาที่ทำให้เกิดอินเทอร์เน็ต ซึ่งต่อมามันถูกนำไปใช้แสวงหาผลกำไร นั้นก็ไม่ได้อยู่ใน inside the knot ด้วยเงื่อนไขการผลิตเมื่อแรกเริ่มไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงกับทุน หรือแม้แต่ไม่ได้อยู่ภายใต้สภาพการบังคับที่เกิดจากทุน

และ สี่ มันครอบคลุมแรงงานฝึกงาน (internship) ที่ไมไ่ด้รับค่าจ้าง กับบรรดาแรงงานอาสาทั้งหลาย

Huws ตั้งข้อสังเกตว่า ปมปัญหาเรื่องว่าคนงานนั้นมีชีวิตรอดได้อย่างไรมักหายไปจากการถกเถียงเรื่อง แรงงานดิจิทัลฟรี แต่ว่า ทฤษฎีมูลค่าแรงงาน นั้นไม่สามารถปราศจากสิ่งนี้ได้ เพราะการที่จะรู้ถึงมูลค่าส่วนเกิน เราต้องรู้ถึงค่าใช้จ่ายที่แรงงานใช้ในการผลิตซ้ำ รวมทั้งปริมาณเวลาการทำงานที่จำเป็นที่ใช้เพื่อการธำรงรักษาชีวิต

ในกรณีของแรงงานฟรีบนโลกอนิเทอร์เน็ตนั้นก็วางอยู่บนรายได้ที่แตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นจากพ่อแม่, เงินเกษียณ, สวัสดิการ, เงินเอร ฯลฯ ประเด็นสำคัญก็คือ พวกเขาหาได้เข้าร่วมกิจกรรมที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนพวกนี้โดยปราศจากแหล่งรายได้สนับสนุนอื่น ๆ

สำหรับ Huws แล้ว บรรดาการใช้แรงงานที่ไม่ได้รับค่าตอบแทนเหล่านี้มีผล/ส่งผลต่อบรรดาแรงงานที่ได้รับการจ้างในอันที่จะเปิดเผยถึงความตรึงเครียดที่เกิดขึ้นภายในชนชั้นแรงงาน (the working class) เช่น คนฝึกงานที่ทำงานฟรีเพื่อตำแหน่งงานก็ทำให้อำนาจ/ตำแหน่งแห่งที่ในการเจรจาค่าจ้างของแรงงานที่ได้รับการจ้างงานลดด่ำลง หรืองานเชิงบริโภคที่ทำให้ระดับการจ้างงานของแรงงานบริการต้องลดลง แม้แต่บรรดา Wikipedia, blogging หรือการโพส ก็คุกคามต่อแรงงานสร้างสรรค์ด้วย อย่างไรก็ดีไม่ใช่ว่าทุก ๆ งานฟรีนั้นจะต้องคุกคามต่อแรงงานที่ได้รับค่าจ้าง และการบอกว่าทุก ๆ คนนั้นล้วนตกอยู่ในสภาพการถูกขูดรีดเหมือน ๆ กัน (multitude ที่ถูกขูดรีดเหมือน ๆ กัน) ก็ทำให้ไม่อาจเห็นถึงตำแหน่งแห่งที่ในการผลิต ไม่อาจเห็นจุดที่แรงงานจะมีพลังในอันจะท้าทายต่อทุน ณ ใจกลางสำคัญของ the knot

ในการวิเคราะห์ถึงลักษณะเฉพาะของชนชั้นในศตวรรษที่ 21 ของ Huws จากการก่อร่างของสายโซ่มูลค่าต้องระแวดระวังถึงความซับซ้อนของรูปแบบการใช้แรงงานที่หลากหลาย Huws นั้นมองว่านอกจากแรงงานที่ดำรงชีพด้วยการใช้แรงงานกับที่ดินโดยตรงในชนบทแล้ว ก็มีแรงงานที่ inside the knot นั้นเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด พวกเขาคือผู้คนที่ถูกจ้างโดยนายทุนเพื่อผลิตสินค้าทั้งที่เป็นวัตถุและอวัตถุ พวกเขามีความสัมพันธ์กับทุนโดยตรง อาจจะเป็นผู้อพยพ ผลัดถิ่น หรือมาจากต่างประเภท อาจเป็นแรงงานที่ถูกโอนย้ายจากภาครัฐมา สิ่งหนึ่งที่สำคัญ คือ inside the knot ไม่เท่ากับการเป็นแรงงานที่มั่นคง

ผลิตผลหนึ่งชิ้นนั้นประกอบไปได้แรงงานที่อยู่ต่างที่ ต่างอาชีพ ต่างอัตลักษณ์ทางสังคม บรรดาแรงงานนั้นก็หาได้มแงว่าพวกเขามีจุดร่วมอะไรกันเท่าใดนัก อย่างแย่ในบางครั้งก็มองว่าผลประโยชน์ของพวกเขาขัดแย้งกัน พร้อม ๆ กับการมี inside the knot มันก็มีกลุ่มคนที่ไม่ได้สัมพันธ์โดยตรงในเชิงเปรียบเทียบ เช่น การผลิตรายย่อย, ผู้ให้เช่ารายย่อย หรือการค้าขาย บรรดาผู้คนที่ Marx มองว่าจะต้องล้มหายไป แต่มันกลับมีชีวิตขึ้นใหม่ด้วยการมาของอินเทอร์เน็ต ในคน ๆ เดียวกันก็อาจมีหนทางในการธำรงชีพจากรูปแบบกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลาย และที่สำคัญที่สุดคนพวกนี้ไม่จำเป็นต้องมีหรือไม่จำเป็นต้องจำกัดความผลประโยชน์ของพวกเขาร่วมกับ inside the knot ด้วย

นอกจากนี้บรรดา outside the knot ยังหมายรวมถึงผู้คนที่เกี่ยวข้องการงานการผลิตซ้ำที่ได้รับการจ้างงาน เช่น บริการสาธารณะที่ยังไม่ถูกทำให้เป็นสินค้า, คนงานภายในบ้าน หรือแม้แต่คนงานที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับตลาด เช่น ภาคการอาสา แน่นอนว่าคนพวกนี้จำเป็นกับทุนนิยม แต่มันก็มีความหลากลายของอัตลักษณ์ทางสังคมและยากที่จะมองถึงผลประโยชยน์ร่วมกันของพวกเขากับ inside the knot หรือแม้แต่ระหว่างพวกเขากันเอง

รวมทั้งมันยังมีคนงานที่ไม่ได้รับค่าจ้าง ซึ่งผลิตมูลค่าออกมาไม่ว่าจะเป็นในรูปการผลิตซ้ำหรือการผลิต (เช่น งานเชิงบริโภค) คนพวกนี้มีความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพาบรรดาคนงานท่ีได้รับค่าจ้างหรือแม้แต่รัฐ

LEAVE A COMMENT

0 comment