สงครามไม่ใช่สภาวะธรรมชาติ: สังคมไร้รัฐในความคิดของ Pierre Clastres

สงครามไม่ใช่สภาวะธรรมชาติ: สังคมไร้รัฐในความคิดของ Pierre Clastres

ผู้เขียน เก่งกิจ กิติเรียงลาภ

ในช่วงเวลาเดียวกับกระแสการต่อต้านความคิดของ Hegel วงการมานุษยวิทยาของฝรั่งเศสก็เต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะเมื่อ Claude Levi-Strauss เขียนงานชิ้นสำคัญหลายชิ้นที่ถือว่าเป็นการให้กำเนิดมานุษยวิทยาแบบโครงสร้างนิยม[1] Pierre Clastres ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ Levi-Strauss ก็ได้รับอิทธิพลทางความคิดอย่างมากจากความคิดแบบโครงสร้างนิยม Clastres เองมองว่า แนวคิดโครงสร้างนิยมน่าจะเป็นทางออกจากความคิดแบบสังคมนิยมและลัทธิสตาลิน รวมถึงน่าจะเป็นทางออกจากปรัชญาของ Hegel ด้วย อย่างไรก็ดี ภายในเวลาไม่ถึงทศวรรษหลังจากที่ Clastres ทำงานวิจัยภาคสนามในปารากวัย เขาค้นพบว่า แนวคิดโครงสร้างนิยมมีข้อจำกัดในหลายประการ เขาเสนอความคิดใหม่ นั่นคือ มานุษยวิทยาการเมือง ในฐานะที่เป็นทางออกจากทั้งความคิดมาร์กซิสต์และโครงสร้างนิยมที่ต่างก็หมกมุ่นกับเรื่องความสมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ (economic rationality) โดยมานุษยวิทยาการเมืองก็คือการหันมาให้ความสำคัญกับเจตจำนงทางการเมือง (political intentionality)[2]

Clastres เริ่มต้นโดยการอภิปรายเกี่ยวกับลักษณะของชาติพันธุ์วิทยา หรือ ethnology ในฝรั่งเศส เขาชี้ว่า วิชาชาติพันธุ์วิทยาในฝรั่งเศสเต็มไปด้วยอคติ โดยเฉพาะอคติเกี่ยวกับสังคมดั้งเดิม (primitive society) เห็นได้จากตัวอย่างง่ายๆตั้งแต่การเรียกสังคมดั้งเดิมว่าพวกป่าเถื่อน (savage) Clastres ชี้ว่า การมองว่าสังคมไร้รัฐหรือสังคมดั้งเดิมเป็นสังคมที่ด้อยพัฒนา/ป่าเถื่อน/ไม่มีอารยะธรรม/ล้าหลังเป็นเพียงสิ่งประกอบสร้างขึ้นภายใต้การขยายอำนาจของจักรวรรดิยุโรปในศตวรรษที่ 16 เท่านั้น ชัดเจนที่สุดก็คือการเดินทางของ Columbus ที่นำมาสู่การค้นพบทวีปอเมริกาซึ่งนำมาสู่การเผชิญหน้ากับสังคมที่แตกต่างจากตนเองของยุโรป โดยเฉพาะการ “ค้นพบ” ชนเผ่าในทวีปอเมริกานั้นทำให้จักรวรรดิจำเป็นต้องหาที่ทางหรือจัดวางสังคมชนเผ่าเหล่านั้นอยู่ในชุดของความรู้ชุดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดวางสังคมชนเผ่าในเส้นทางของประวัติศาสตร์ที่ยุโรปคือโลกที่อยู่ข้างหน้า ส่วนชนเผ่าทั้งหลายเป็นเพียงผู้ตามมาอย่างล่าช้ากว่าในแง่ของพัฒนาการของสังคม กรอบคิดเช่นนี้เองทำให้ “พวกป่าเถื่อนก็คือพวกป่าเถื่อน และคนเหล่านี้ต้องถูกทำให้มีความเจริญมากขึ้น และเหนือกว่านั้นก็คือ คนเหล่านี้ต้องถูกปกครอง”[3]

เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 ภายใต้กรอบคิดแบบตะวันตกซึ่งมุ่งไปสู่การสร้างให้ประชากรมีความสุขและเข้าถึงความสุขได้ผ่านเทคโนโลยีและความทันสมัยสะดวกสบายต่างๆ สังคมดั้งเดิมยิ่งถูกสร้างภาพให้กลายเป็นสังคมที่ระทมทุกข์และมีความเป็นอยู่อย่างยากลำบาก สังคมดั้งเดิมถูกมองว่าเป็นสังคมที่มีพลังทางการผลิตต่ำ อดอยาก และขาดแคลนอาหารและเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการมีชีวิต เหตุผลดังกล่าวนี้เองที่กลายมาเป็นแรงผลักดันสำคัญให้แก่การขยายตัวของระบอบอาณานิคมภายใต้ความคิดและอุดมการเรื่องความสุข และรัฐหรือจักรวรรดิก็คือผู้แบกรับภารกิจของการสร้างความสุขให้แก่พวกคนป่าเถื่อนทั้งหลาย[4]

สำหรับความคิดของจักรวรรดิชาวตะวันตก ลักษณะที่สำคัญที่สุดของสังคมดั้งเดิมก็คือ การปราศจากรัฐ สังคมเหล่านี้มีพัฒนาการทางสังคม การแบ่งงานกันทำ และความซับซ้อนของสถาบันทางสังคมที่ต่ำ พวกเขาเป็นเพียง “พวกป่าเถื่อนที่ไร้อนาคต ไม่มีกฎหมาย และปราศจากกษัตริย์ของตนเอง”[5] และที่สำคัญที่สุดก็คือ สังคมของคนป่าเถื่อนไม่มีการแบ่งชนชั้นอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมที่มีอารยะแล้ว Clastres เห็นว่า กรอบความคิดเช่นนี้มีความผิดพลาดอย่างมากที่นอกจากจะวางอยู่บนความคิดแบบวิวัฒนาการนิยมซึ่งเชื่อว่าสังคมมีการพัฒนาจากสังคมที่ไร้รัฐไปสู่สังคมที่ซับซ้อนขึ้นจนมีรัฐที่เข้มแข็งแล้ว ยังวางอยู่บนการนิยามคำว่า “สังคม” ในความหมายที่แคบเกินไปด้วย ภายใต้กรอบคิดเช่นนี้ พวกป่าเถื่อนคือพวกไม่มีสังคม สาเหตุที่พวกเขาไม่มีสังคมก็เพราะพวกเขาไม่มีรัฐและการแบ่งแยกชนชั้นภายในชุมชนหรือเผ่า Clastres เห็นว่า การนิยามสังคมในลักษณะนี้ไม่ได้วางอยู่บนการสร้างคำนิยามเกี่ยวกับสังคมและความเป็นสังคมโดยตัวมันเอง แต่เป็นการผูกสังคมไว้กับการมีอยู่ของรัฐในสังคมนั้นๆเท่านั้น สิ่งที่ Clastres ทำก็คือ การเสนอนิยามเกี่ยวกับ “สังคม” เสียใหม่ โดยจำแนกสังคมออกเป็น 2 ประเภท นั่นคือ สังคมไร้รัฐ (society without state) และสังคมที่มีรัฐ (society with state)

ก่อนอื่น Clastres ได้สร้างทฤษฎีเกี่ยวกับรัฐ (theory of state) ขึ้น โดยวางอยู่บนสมมติฐานทางทฤษฎีอย่างน้อย 3 ประการ คือ

1) รัฐ หมายถึง อวัยวะหรือกลไกอำนาจที่แยกหรือหลุดลอยออกจากสังคม ในแง่นี้ สังคมที่มีรัฐก็หมายถึงสังคมที่มีสถาบันหรือกลุ่มบุคคลที่ถือครองอำนาจเหนือส่วนอื่นๆของสังคมทั้งหมด ส่วนสังคมไร้รัฐก็คือสังคมที่อำนาจอยู่ในสังคม โดยไม่มีอำนาจใดแยกออกไปจากสังคมทั้งหมด

2) แม้ว่ารูปแบบของรัฐจะเปลี่ยนแปลง แต่เจตจำนงของรัฐทุกประเภทก็ยังเป็นเช่นเดิม นั่นคือ การถอยห่างออกจากสังคมและสถาปนาอำนาจที่แยกขาดเบ็ดเสร็จออกจากสังคมทั้งหมด ดังนั้น ในทัศนะของ Clastres แล้ว รัฐทุกรัฐล้วนแล้วแต่มีเจตจำนงไปสู่การบังคับและการใช้ความรุนแรง การรวมศูนย์อำนาจ และการสร้างความเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐแบบเสรีประชาธิปไตยหรือรัฐกษัตริย์ก็ตาม[6]

และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับเศรษฐกิจเป็นไปในทางที่รัฐเป็นผู้สร้างระบบเศรษฐกิจ หรือถ้าพูดในภาษาของ Marx ก็คือ รัฐคือกลไกในการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการผลิตในรูปแบบต่างๆขึ้นมา เป้าหมายก็คือการสร้างความสัมพันธ์ทางการผลิตที่สอดรับกับการผูกขาดและขยายอำนาจของรัฐมากกว่าที่รัฐจะเป็นผลผลิตของความขัดแย้งทางชนชั้นหรือการเปลี่ยนของวิถีการผลิต การเกิดขึ้นของการแบ่งชนชั้นในสังคมหนึ่งๆจึงเป็นผลผลิตของการใช้อำนาจแบบบังคับและการใช้ความรุนแรงของรัฐมากกว่าที่มันจะเป็นสภาวะธรรมชาติของมนุษย์และการแลกเปลี่ยนในระบบเศรษฐกิจ ในทรรศนะของ Clastres รัฐทุกประเภทจึงเป็นศัตรูกับความเป็นสังคม (the social)

ความเป็นสังคม (the social) เป็นสิ่งที่ Clastres ให้ความสนใจ เขาเริ่มต้นด้วยการสร้างคู่ตรงข้ามระหว่างรัฐกับความเป็นสังคมขึ้น โดยชี้ให้เห็นว่า ความเป็นสังคมโดยตัวมันเองไม่จำเป็นต้องมีรัฐ และรัฐก็เป็นศัตรูของความเป็นสังคม ในแง่นี้ อำนาจรัฐคือกลไกสำคัญในการลดทอนความเป็นสังคมลง ผ่านการแบ่งแยกสังคมออกเป็นส่วนๆและปกครองส่วนย่อยๆเหล่านี้ “ทุกสังคมที่มีรัฐจึงเป็นสังคมที่ถูกแบ่งแยกอยู่ภายในตัวมันเองออกเป็นผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง แต่การแบ่งแยกเหล่านี้ไม่ปรากฏในสังคมไร้รัฐ” สังคมไร้รัฐเป็นสังคมที่ “ไม่มีกลไกของอำนาจที่แยกตัวเองออกไป อำนาจทั้งหมดไม่ถูกแยกออกจากสังคม”

กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ “มันไม่มีปริมณฑลทางการเมืองที่แยกขาดอย่างเป็นอิสระจากปริมณฑลทางสังคม”[7] กล่าวโดยสรุปแล้ว ในขณะที่สังคมไร้รัฐมีความเป็นสังคม เพราะไม่มีกลไกหรืออำนาจอื่นใดที่แยกตัวหรือหลุดลอยออกจากสังคม สังคมที่มีรัฐกลับเป็นสังคมที่ลดทอนและทำลายความเป็นสังคม อันเนื่องมาจากการที่อำนาจมันสามารถแยกตัวเองออกไปและลอยอยู่เหนือสังคมทั้งหมด

Clastres เสนอว่า สังคมไร้รัฐมีลักษณะสำคัญคือ การปราศจากการแบ่งแยก (undivided)[8] โดยในสังคมไร้รัฐ ชุมชนก็คือการรวมเอาความหลากหลายเข้ามา แต่ในขณะเดียวกัน ชุมชนก็เป็นอะไร “ที่มากกว่าความหลากหลายต่างๆที่เข้ามารวมกันหรือประกอบกันเป็นชุมชน… ชุมชนจึงเป็นอะไรที่มากกว่าผลรวมทั้งของของกลุ่ม และลักษณะเช่นนี้เองที่สร้างให้ชุมชนกลายเป็นหน่วยทางการเมืองขึ้นมา”[9] สังคมไร้รัฐจึงปราศจากการแบ่งแยกทางชนชั้นระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง สังคมไร้รัฐจึงปราศจากการแบ่งแยกระหว่างชนชั้นที่ถือครองปัจจัยการผลิตและชนชั้นผู้ไร้ปัจจัยการผลิต เพราะอำนาจทั้งหมดทั้งที่เป็นอำนาจทางเศรษฐกิจและอำนาจทางการเมืองเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ภายในตัวของสังคมเอง อำนาจจึงเป็นอำนาจของสังคมที่มีความเป็นสังคม ไม่ใช่อำนาจของรัฐหรือผู้ปกครอง

สังคมไร้รัฐจึงเป็นสังคมที่ไม่สามารถแยกปริมณฑลทางเศรษฐกิจและการเมืองออกจากตัวสังคมเองได้ในแบบที่เราเข้าใจในวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง หรือวิชาเศรษฐศาสตร์ในความคิดของโลกสมัยใหม่แบบตะวันตก การเกิดขึ้นของชนชั้นแรงงานหรือความเป็นแรงงานจึงไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่โดยธรรมชาติตามกรอบคิดเรื่องการแบ่งงานกันทำทางสังคม แต่ความเป็นแรงงานคือผลผลิตสำคัญของการก่อตัวของรัฐ รัฐกลายเป็นกลไกทางอำนาจที่ใช้กำลังบังคับให้ผู้ถูกปกครองกลายมาเป็นแรงงาน การต่อต้านความคิดเรื่อง “ความเป็นแรงงาน” และวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองก็เป็นสิ่งที่ทั้ง Clastres และ ๋James Scott[10] มีร่วมกัน

สำหรับ Scott การก่อตัวของรัฐซึ่งมาพร้อมกับการยกให้อำนาจรัฐอยู่เหนือเศรษฐกิจนั้นวางอยู่บนความคิดเรื่องประสิทธิภาพ (efficiency) ซึ่งเป็นกลไกของการวัดและควบคุมมนุษย์ผ่านความคิดเรื่องแรงงาน การปฏิเสธรัฐจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิเสธความคิดและมโนทัศน์อื่นๆที่ก่อตัวขึ้นมาพร้อมกับรัฐด้วย ไม่เว้นแม้แต่ความคิดเรื่องความเป็นแรงงาน ประสิทธิภาพ และวิชาเศรษฐศาสตร์การเมือง ความคิดเรื่องแรงงานหรือการกลายเป็นแรงงานจึงเป็นความคิดที่อิงอยู่กับความเป็นรัฐมากกว่าที่จะเป็นความคิดของสังคม

เมื่อปราศจากอำนาจทางการเมืองและรัฐที่แยกขาดออกจากสังคม ความเป็นชนชั้นก็ย่อมไม่สามารถเกิดขึ้นได้ และเมื่อปราศจากการแบ่งแยกทางชนชั้นภายในสังคม ผู้คนในสังคมทั้งหมดจึงกลายมาเป็นส่วนประกอบทั้งหมดของสังคมที่ไม่สามารถแบ่งแยกออกเป็นส่วนย่อยๆแบบปัจเจกบุคคลแต่ละคนได้ ความเป็นปัจเจกบุคคลเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏในสังคมไร้รัฐ ในทางกลับกัน ความคิดเรื่องปัจเจกบุคคลก็เป็นความคิดของรัฐหรือผลผลิตของรัฐมากกว่าที่มันจะเป็นไปโดยธรรมชาติ ตัวตนของผู้คนในสังคมไร้รัฐจึงมีความเป็น “เรา” (We) มากกว่าจะเป็น “ฉัน” (I) เพราะความเป็น I ไม่สามารถปรากฏได้ I จึงเป็นสิ่งสร้างมากกว่า ไม่ว่าจะเป็น I think หรือ I speak ก็ตาม[11]

สภาวะของการที่ตัวตนเป็นเรื่องของ “เรา” มากกว่าที่จะเป็น “ฉัน” ก็เป็นความคิดที่ปรากฏในงานของ Deleuze และ Guattari ด้วย เมื่อทั้งสองคนพูดถึง “การกลายเป็น” (becoming) ซึ่งเป็นเรื่องของการเชื่อมต่อและการประกอบกันเข้า (assemblage) ของส่วนต่างๆที่ไม่สามารถแยกความเป็นองค์ประธานออกจากวัตถุกรรมได้ การกลายเป็นซึ่งปราศจากประธานจึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากความคิดเรื่อง “การเป็น” (being)[12]

ดังนั้น สำหรับ Clastres แล้ว “แต่ละชุมชนซึ่งในตัวมันเองเป็นสิ่งที่แบ่งแยกไม่ได้นั้นจะสามารถคิดถึงตัวเองได้ในฐานะที่เป็น ‘เรา’ ความเป็น ‘เรา’ นี้มันเป็นการคิดถึงตัวมันเองแบบองค์รวมทั้งหมดที่ความสัมพันธ์ของส่วนต่างๆที่ประกอบเป็นเรามีลักษณะที่เท่าเทียมเสมอกัน และจุดมุ่งหมายของสังคมก็คือการรักษาให้ความเท่าเทียมของ ‘เรา’ นั้นคงอยู่ได้ ‘เรา’ ดังกล่าวจึงเป็นความเท่าเทียมที่ชุมชนหนึ่งจะมีต่อหมู่บ้านอื่น เผ่าอื่น พวกอื่น ฯลฯ ด้วย”[13] อย่างไรก็ดี เมื่อพูดถึง “เรา” สภาวะความเป็น “เรา” ก็ไม่ใช่สภาวะของการปิดหรือการสร้างขอบเขตที่จำกัด แต่ “เรา” เป็นสภาวะที่เปิดและเต็มไปด้วยความหลากหลาย

ดังที่ Antonio Guerreiro[14] อธิบายว่า ภาพลักษณ์ของเทพเจ้าหรืออำนาจในทัศนะของชนเผ่า Kalapola มีลักษณะเป็นภาพที่เปิดมากกว่าจะเป็นภาพที่ตายตัว แม้ว่าสมาชิกเผ่าจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของเทพเจ้าองค์เดียวกัน แต่ภาพที่สมาชิกแต่ละคนสร้างขึ้นในโลกของพวกเขากลับแตกต่างกัน สถานะของเทพเจ้าในเผ่าจึงไม่ใช่สถานะของรัฐในแบบเผด็จการ แต่เป็นสถานะที่เปิดให้เกิดการเคลื่อนย้าย/ตีความ/ปรับเปลี่ยนตามความสามารถในการจินตนาการของสมาชิก

ความเป็น “เรา” จึงไม่ใช่ภววิทยาของความเป็นหนึ่งเดียว แต่เป็นความเป็น “เรา” ที่วางอยู่บนภววิทยาแห่งความหลากหลาย สมาชิกทุกคนอยู่ในจักรวาลของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และโลกใบเดียวกัน แต่จักรวาลและโลกของพวกเขาก็สามารถแตกต่างหลากหลายออกไปได้อย่างเป็นอนันต์ ต่างจากความคิดเรื่องประชาชนหรือปัจเจกบุคคลที่แต่ละคนถูกทำให้แตกต่างภายใต้การเป็นหนึ่งเดียวที่ขึ้นกับรัฐ นั่นคือ ความเป็นประชาชน และก็แตกต่างจากความคิดเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมที่วางอยู่บนลักษณะทางวัฒนธรรมที่ถูกทำให้ตายตัวและแตกต่าง แต่ความหลากหลายของ “เรา” ในสังคมไร้รัฐนั้นเต็มไปด้วยความหลากหลายไม่สิ้นสุด แต่ก็ประกอบกันขึ้นเป็น “เรา” และสังคม

แม้ว่าความคิดเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมจะถูกเชิดชูขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของความเป็น “ฉัน” ที่ตายตัวโดยมุ่งไปที่อะไรบางอย่างที่รวมหมู่และแตกต่าง แต่ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเองก็มีความขัดแย้งในตัวเองและเป็นคนละฐานคิดกับ “เรา” ในความหมายของ Clastres เพราะ “ความหลากหลายทางวัฒนธรรมดำรงอยู่ในฐานะกลไกทางการเมืองมากกว่าจะเป็นเรื่องของความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่อยู่นอกกรอบของรัฐประชาชาติ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่ดำรงอยู่ในการเมืองของรัฐประชาชาติมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของวัฒนธรรมโดยตรง”[15] ความหลากหลายภายใต้อำนาจของรัฐก็เป็นเพียงกับดักทางความคิดที่ตัวมันเองไม่มีทางจะนำไปสู่ความหลากหลายได้จริง เพราะความหลากหลายทางวัฒนธรรมภายใต้รัฐเป็นเพียงเรื่องของความแตกต่าง และแน่นอนว่าความแตกต่างทุกประเภทก็ไม่ได้ถูกยอมรับ จะมีความแตกต่างบางประเภทเท่านั้นที่เราเรียกมันว่า “หลากหลาย” อย่างน้อยๆ ความต่างระหว่างชนชั้นก็ย่อมไม่ถูกนับว่าเป็นความหลากหลายทางวัฒนธรรม ดังนั้น ความหลากหลายภายใต้กรอบคิดของสังคมที่มีรัฐจึงย่อมเป็นคนละเรื่องกับความหลากหลายในสังคมไร้รัฐ แต่ความหลากหลายในสังคมที่มีรัฐจึงเป็นเพียงการยืนยันตัวกูและของกู พร้อมกับการผลักไสคนอื่นออกไปเท่านั้น ไม่ใช่ความหลากหลายแบบ “เรา” แต่อย่างใด

ดังที่กล่าวไปแล้วว่า Clastres เห็นว่าแนวทางของ Levi-Strauss มีข้อจำกัดอย่างมากในการอธิบายสังคมดั้งเดิม เขาเห็นว่าแนวคิดโครงสร้างนิยมให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยน (exchange) มากเกินไป โดยการลดทอนปัจจัยทั้งหมดให้เป็นปัจจัยทางเศรษฐกิจ และละเลยปัจจัยในเรื่องของเจตจำนงของการต่อต้านรัฐที่ดำรงอยู่ในสังคมไร้รัฐ ความผิดพลาดเหล่านี้ก็มีที่มาจากการที่ Levi-Strauss เองก็ยอมรับความคิดเกี่ยวกับความด้อยพัฒนาและความป่าเถื่อนของสังคมดั้งเดิม Clastres เห็นว่า ในการจะอธิบายสังคมไร้รัฐจึงต้องให้ความสำคัญกับกลไกที่สังคมไร้รัฐสร้างขึ้นเพื่อป้องกันการเกิดขึ้นของหน่ออ่อนของความเป็นรัฐ กล่าวให้ชัดกว่านั้นก็คือ สังคมไร้รัฐมีเจตจำนงชัดเจนในการต่อต้านและป้องกันการเกิดขึ้นของรัฐ และพวกเขาออกแบบกลไกและสถาบันทางสังคมต่างๆขึ้นมาเพื่อบรรลุเจตจำนงเหล่านี้ แน่นอนว่า สำหรับ Clastres สงครามก็คือกลไกหนึ่งในการต่อต้านการเกิดขึ้นของรัฐ

ในความคิดแบบสมัยใหม่ สงครามระหว่างเผ่าในสังคมดั้งเดิมมักจะถูกมองว่าป่าเถื่อนไม่มีอารยะ สังคมดั้งเดิมซึ่งหมกมุ่นกับสภาวะสงครามเองก็ถูกมองโดยพวกปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ว่าเป็นเรื่องของสภาวะธรรมชาติก่อนที่มนุษย์จะเข้าสู่การมีรัฐ สงครามหรืออำนาจของการฆ่าจึงเป็นเรื่องที่ต้องถูกลดทอน/ทำลาย หรือแม้แต่ต้องถูกผูกขาดไว้กับรัฐแต่เพียงผู้เดียวแบบที่เราเห็นในความคิดของ Max Weber เอง ในวิชาชาติพันธุ์วิทยา สงครามมักจะถูกมองว่าเกิดขึ้นจากความล้มเลวของการแลกเปลี่ยน สงครามกับการแลกเปลี่ยนคือคู่ตรงข้ามในความเข้าใจโดยทั่วไปของนักชาติพันธุ์วิทยาและนักมานุษยวิทยา Clastres เริ่มต้นอภิปรายประเด็นนี้โดยการโต้แย้งวิธีคิดเกี่ยวกับสงคราม 3 แนวทาง คือ หนึ่ง แนวทางที่มองว่าสงครามเป็นเรื่องของสภาวะธรรมชาติของมนุษย์ สอง แนวทางที่มองว่าสงครามเป็นสิ่งที่ถูกผลักดันด้วยการคิดคำนวณทางเศรษฐกิจ และสาม แนวทางที่เน้นว่า สงครามเป็นคู่ตรงข้ามกับการแลกเปลี่ยน สงครามเกิดขึ้นเมื่อการแลกเปลี่ยนระหว่างเผ่าล้มเหลว และ Levi-Strauss และพวกโครงสร้างนิยมก็คือตัวแทนความคิดของแนวทางหลัง

พวกที่เชื่อว่าสงครามคือสภาวะธรรมชาติมักจะลดทอนเจตจำนงของการทำสงครามให้เป็นเรื่องของธรรมชาติมนุษย์ที่นิยมการใช้ความรุนแรง เพราะ “มนุษย์ในสังคมดั้งเดิมซึ่งเป็นมนุษย์ก็คือพวกที่ชอบใช้ความรุนแรง” ส่วนแนวทางแบบที่เน้นปัจจัยทางเศรษฐกิจจะเสนอว่า สงครามเป็นภาพสะท้อนของความอดอยากขาดแคลน การพยายามเอาชีวิตรอดในความขาดแคลนของโลกดั้งเดิมก็เป็นแรงขับดันให้เกิดการทำสงครามเพื่อแย่งชิงทรัพยากรและกำลังคนในทางเศรษฐกิจ ความคิดเช่นนี้ก็ปรากฏอยู่ทั่วไปในงานของพวกมาร์กซิสต์ และแนวทางแบบโครงสร้างนิยมมองว่า เราต้องพิจารณาสงครามควบคู่ไปกับการแลกเปลี่ยน สงครามคือภาพสะท้อนของความล้มเหลวของการแลกเปลี่ยน และการแลกเปลี่ยนที่ทุกฝ่ายพอใจก็คือที่มาของสันติภาพระหว่างเผ่า Clastres มองว่า ปัญหาใหญ่ของพวกโครงสร้างนิยมก็คือพวกนี้ละเลยความสำคัญของสงครามในตัวมันเอง แต่ทำให้ความผันผวนปรวนแปรของการแลกเปลี่ยนกลายเป็นเหตุของสงครามและสันติภาพ[16]

Clastres เสนอว่า “สงครามก็คือโครงสร้างหลักของสังคมดั้งเดิม สงครามไม่ใช่ความล้มเหลวที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญของการแลกเปลี่ยนที่ไม่ประสบความสำเร็จ การใช้ความรุนแรงจึงมีสถานะเชิงโครงสร้างที่เป็นสากลของโลกของคนป่าเถื่อนทั้งหลาย” สงครามจึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือเกิดจากความล้มเหลว แต่เป็นแก่นแกนหลักที่รักษาความเป็นสังคมเอาไว้ได้ ในอีกด้านหนึ่ง สภาวะสงครามต่างหากที่ทำให้การแลกเปลี่ยนสามารถดำเนินต่อไปได้ การสร้างสภาวะสมดุลระหว่างสงครามและการแลกเปลี่ยนก็คือกลไกหลักในการรักษาความเป็นอิสระของสังคมไร้รัฐเอาไว้

สำหรับสังคมไร้รัฐ สงครามมีความสำคัญอย่างมากในการประกอบสร้างความเป็น “เรา” การทำสงครามระหว่างเผ่าคือกลไกของการแบ่งแยกสมาชิกของเผ่าหนึ่งออกจากเผ่าอื่นๆ เช่นเดียวกัน การแลกเปลี่ยนก็มีความสำคัญอย่างมากต่อการทำสงคราม ในแง่ที่การแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในสภาวะสงคราม โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนในหมู่พันธมิตรของเผ่าต่างๆที่ร่วมกันทำสงคราม การทำสงครามซึ่งต้องการพันธมิตรข้ามเผ่าก็ต้องมีการแลกเปลี่ยนสร้างข้อตกลงร่วมกันในหลากหลายรูปแบบเพื่อให้สภาวะสงครามสามารถดำเนินต่อไปได้ และเมื่อสภาวะสงครามดำเนินต่อไปได้ ความเป็น “เรา” ก็จะยังคงถูกรักษาเอาไว้

ในแง่นี้ สงครามจึงไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นแบบวุ่นวายไร้ระเบียบที่มีที่มาจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์แบบที่ Hobbes เชื่อ แต่สภาวะสงครามเกิดขึ้นจากความจงใจของสังคมไร้รัฐที่มุ่งใช้สงครามเพื่อทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและการรักษาสมดุลของสังคมไว้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมอบอำนาจในการใช้ความรุนแรงหรือการทำสงครามให้แก่รัฐหรือผู้ปกครอง

การแลกเปลี่ยนของขวัญ (exchange of gift) อาจเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งของ รวมถึงการแลกเปลี่ยนผู้หญิง การแลกเปลี่ยนเหล่านี้โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนผู้หญิงก็เป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้ความเป็นพวกพ้องและพันธมิตรข้ามเผ่าสามารถเกิดขึ้นได้ และเมื่อพันธมิตรเข้มแข็งขึ้น การทำสงครามก็ย่อมจะประสบความสำเร็จ กล่าวโดยสรุปแล้ว สำหรับ Clastres “สงครามหมายถึงการสร้างพันธมิตร และพันธมิตรก็นำมาสู่การแลกเปลี่ยน”[17] ไม่ใช่ในทางกลับกัน การแลกเปลี่ยนจึงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในสภาวะสงคราม ไม่ใช่ความสงบหรือสันติภาพ สงครามจึงเป็นสิ่งที่มาก่อน ไม่ใช่มาทีหลังการแลกเปลี่ยน และสงครามไม่ใช่ผลจากความล้มเหลวของการแลกเปลี่ยน และ “ด้วยการมองจากมุมของสงครามเท่านั้นที่จะช่วยให้เราเข้าใจการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ในทางกลับกัน”[18]

มาถึงจุดนี้ Clastres ได้สรุปว่า Hobbes ผิดพลาดอย่างมหันต์ที่มองว่าสังคมดั้งเดิมไม่มีความเป็นสังคมและเป็นสังคมที่วุ่นวายไม่มีการแลกเปลี่ยน เช่นเดียวกัน Levi-Strauss ก็ล้มเหลวในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสงครามและการแลกเปลี่ยน หากพูดในภาษาของ Clastres แล้ว สังคมดั้งเดิมไม่ใช่สังคมของการแลกเปลี่ยน (society for exchange) แต่เป็นสังคมแห่งสงครามที่ขับเคลื่อนด้วยสภาวะสงครามอย่างสมบูรณ์แบบ

อย่างไรก็ดี ความน่าสนใจของ Clastres อยู่ที่เขาเสนอว่า แม้ว่าสังคมดั้งเดิมจะขับเคลื่อนด้วย “สภาวะสงครามแบบถาวร” (permanent state of war) แต่สังคมดั้งเดิมเองใช้เวลาน้อยมากในการทำสงครามที่มีการฆ่ากันจริงๆ พวกเขาสร้างสภาวะสงครามขึ้นมาในฐานะที่เป็นแรงขับดันที่จะรักษาความเป็น “เรา” เอาไว้ พร้อมๆกับใช้สภาวะสงครามเพื่อทำให้การแลกเปลี่ยนเกิดขึ้นได้ แต่พวกเขาไม่ได้ทำสงครามจริงๆ หรืออย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้ทำสงครามที่หมายความถึงการฆ่าตลอดเวลา สภาวะสงครามจึงเป็น “สภาวะ” ที่สร้างขึ้นมากกว่าที่จะหมายถึงการรบพุ่งในสงคราม หรือต่อให้ในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีศัตรู “พวกเขาก็ต้องสร้างศัตรูขึ้นมา”[19]

แน่นอนว่า ความเป็น “เรา” กับสภาวะสงครามถาวรก็คือกลไกสำคัญในการรักษาความเป็นสังคมไว้ ซึ่งความเป็นสังคมก็หมายถึงการปราศจากและการต่อต้านการเกิดขึ้นของรัฐ สงครามเป็นกลไกที่ทำให้ความหลากหลายดำรงอยู่ได้ร่วมกันในสังคม การที่ทุกคนอยู่ในสภาวะสงคราม มันทำให้พวกเขาพร้อมเสมอที่จะทำลายคนที่แข็งแรง หรือป้องกันคนที่แข็งแรงกว่าไม่ให้สามารถรวมอำนาจไว้ได้จนนำไปสู่การแยกตัวออกจากสังคมซึ่งจะเป็นที่มาของการเกิดรัฐ ในทางกลับกัน การเกิดขึ้นของรัฐก็คือการที่มีกลไกหรือกลุ่มคนใดกลุ่มคนหนึ่งสามารถรวบเอาสิทธิ์ในการทำสงครามไว้แต่เพียงผู้เดียวและใช้กำลังบังคับไม่ให้คนอื่นๆในสังคมเข้าถึงการทำสงคราม ในแง่นี้ การจะรักษาความเป็นสังคมเอาไว้ได้ก็ย่อมต้องทำให้สังคมทั้งหมดกลายมาเป็นกลจักรแห่งสงคราม (war machine)[20]

Deleuze และ Guattari ขยายความมโนทัศน์ว่าด้วยกลจักรแห่งสงครามของ Clastres ไว้อย่างละเอียดในหนังสือ A Thousand Plateaus โดยชี้ว่า กลจักรแห่งสงครามคือกลไกสำคัญในการต่อต้านรัฐ เพราะสำหรับรัฐแล้ว สงครามเป็นสิ่งที่อยู่ “ภายนอก” เสมอ พร้อมๆกับที่สงครามก็เป็นสภาวะที่รัฐเองยอมรับไม่ได้ เพราะสงครามเป็นเรื่องของรัฐที่จะสามารถส่งใครไปตายในนามของรัฐเท่านั้น ไม่ใช่การที่ใครก็ได้จะสามารถจับอาวุธมาฆ่ากันเองหรือต่อสู้กับรัฐ กลจักรแห่งสงครามจึงเป็นสภาวะนอกกฎหมายและพ้นจากอำนาจอธิปัตย์ ดังนั้น สำหรับ Deleuze และ Guattari แล้ว “รัฐย่อมต้องต่อต้านสงคราม และสงครามก็เป็นปฏิปักษ์กับรัฐ”[21] และเป้าหมายของรัฐก็ย่อมหมายถึง การแย่งยึดอำนาจในการทำสงครามมาจากพลังที่อยู่ภายนอกรัฐ โดยเปลี่ยนขอบเขตหรือพื้นที่ของการทำสงครามจากเดิมที่เป็นสงครามระหว่างกลจักรแห่งสงครามหรือพวกไร้รัฐกับรัฐ ให้กลายมาเป็นสงครามระหว่างรัฐหนึ่งกับอีกรัฐหนึ่งโดยทำให้พวกไร้รัฐกลายมาเป็นกลไกของรัฐในการทำสงครามกับรัฐอื่นๆ

เราจะเห็นลักษณะเช่นนี้ได้ในภาพยนตร์ซีรีย์อย่าง Game of Throne ที่เล่าเรื่องราวของอาณาจักรต่างๆที่รบพุ่งกันเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ และในขณะเดียวกันอาณาจักรต่างก็ต้องระแวดระวังภัยจากพวกไร้รัฐที่อยู่นอกกำแพงด้วย สิ่งที่ตัวเอกของเรื่องอย่าง John Snow ต้องทำเพื่อเอาชนะอาณาจักรอื่นก็คือ การออกไปนอกกำแพงเพื่อเกลี้ยกล่อมพวกไร้รัฐซึ่งมักจะถูกเรียกว่าพวกป่าเถื่อนให้เข้ามาเป็นพวกตัวเองและหันมารบกับอาณาจักรอื่นเพื่อช่วงชิงบัลลังก์ สภาวะไร้รัฐหรือพวกไม่มีรัฐจึงเป็นกองกำลังแห่งการทำสงครามอย่างแท้จริง พวกนี้ดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องยุ่งกับรัฐ แต่รัฐเองต้องอาศัยแรงขับดันในการทำสงครามของคนเหล่านี้ในการสร้างรัฐ แน่นอนว่ากรอบคิดเช่นนี้ปรากฏอย่างชัดเจนทั้งในงานของ Clastres, Deleuze และ Guattari และงานของ Scott เองที่รัฐคือกลไกในการวิ่งไล่ตามกลจักรแห่งสงครามหรือสภาวะไร้รัฐมากกว่าที่จะเป็นในทางกลับกัน

อย่างไรก็ดี ในสังคมดั้งเดิมที่ไร้รัฐก็ยังมีผู้นำเผ่า (chief) และการศึกษาสถานะของผู้นำเผ่าคือหัวใจของวิชามานุษยวิทยาการเมืองของ Clastres เขาเริ่มต้นโดยการวิเคราะห์คำพูด (speech) ของผู้นำเผ่าเพื่อจะชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานะของอำนาจในสังคมดั้งเดิม เขาชี้ว่า เราไม่สามารถนำเอามโนทัศน์เรื่อง “สิทธิ” (rights) มาใช้ในการวิเคราะห์บทบาทของผู้นำเผ่าได้ ในสังคมดั้งเดิม ผู้นำเผ่าไม่ได้มีสิทธิ พวกเขามีแต่หน้าที่ (duty) เท่านั้น การพูดของผู้นำเผ่าเป็นเรื่องของหน้าที่ ไม่ใช่สิทธิ ผู้นำเผ่าอินเดียนนั้นถูกบังคับให้ต้องกล่าวคำพูด ผู้นำไม่มีสิทธิในฐานะผู้นำที่จะพูดได้ด้วยตนเอง ดังที่ Clastres เล่าว่า “สังคมอินเดียนไม่ยอมรับสิทธิของผู้นำในการพูดเพียงเพราะเขาเป็นผู้นำ สมาชิกของสังคมต่างหากที่เรียกให้ใครคนใดคนหนึ่งต้องกลายมาเป็นผู้นำ โดยคนๆนั้นต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเขามีความสามารถในการพูด การพูดจึงเป็นภารกิจหรือข้อบังคับสำหรับผู้นำที่ถูกเรียก เผ่าก็คือผู้เรียกร้องจะได้ยินเสียงของผู้นำ และแน่นอนว่า ผู้นำที่พูดน้อยก็ย่อมจะหมดความสามารถที่จะนำ”[22]

การพูดในฐานะที่เป็นหน้าที่จึงหมายความว่า ผู้นำในสังคมดั้งเดิมไม่มีสิทธิที่จะพูดในสิ่งที่ตนเองต้องการ แต่ต้องพูดในฐานะที่คำพูดดังกล่าวสะท้อนแรงปรารถนาและความต้องการของสังคม การที่ผู้นำต้องพูดโดยที่เขาเลือกไม่ได้ด้วยตนเองว่าจะต้องพูดอะไรนั้นก็หมายความว่าสมาชิกของสังคมรู้อยู่แล้วว่า ผู้นำจะพูดอะไร และเมื่อพวกเขารู้อยู่แล้วว่าผู้นำมีหน้าที่จะต้องพูดอะไรในเวลาไหน ก็หมายความว่า พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องตั้งใจฟังคำพูดของผู้นำ ถ้อยคำของผู้นำที่ถูกพูดออกมาจึงเป็นถ้อยคำของสังคมทั้งหมด เพราะสังคมทั้งหมดเรียกให้ผู้นำพูดถ้อยคำของสังคมออกมาผ่านปากของเขา ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวก็ไม่สามารถจะถูกลดทอนว่าเป็นการพูดของใครคนใดคนหนึ่ง Clastres ชี้ว่า คำพูดในลักษณะนี้ก็คือ “คำพูดที่ว่างเปล่า” (empty speech) คือ เป็นคำพูดที่ไม่มีความหมาย นั่นคือเป็นคำพูดที่ไม่จำเป็นต้องฟัง[23] คำพูดของผู้นำในสังคมไร้รัฐจึงแตกต่างจากคำพูดของสังคมที่มีรัฐ ในขณะที่คำพูดของผู้นำในสังคมที่มีรัฐเป็นคำพูดที่แสดงถึงการมีสิทธิที่จะพูด และคนอื่นๆต้องเงียบเพื่อจะฟัง พร้อมๆกับที่คำพูดของผู้นำก็ย่อมกลายเป็นอาญาสิทธิ์ซึ่งหมายถึงมันกลายมาเป็นคำสั่งที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม แต่ในสังคมไร้รัฐ คำพูดของผู้นำเป็นเรื่องของพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับตำนานหรือศาสนา หรือแม้แต่การพูดในเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกเพื่อทำหน้าที่บอกเวลาให้แก่คนในสังคม[24] เป็นต้น

คำพูดที่ว่างเปล่าเช่นนี้เองเป็นภาพสะท้อนถึงการที่สถานะของผู้นำเผ่าไม่ใช่ที่สถิตของอำนาจพิเศษที่แยกออกไปจากสังคม ผู้นำเผ่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เป็นผู้ทำหน้าที่บางอย่างแทนคนอื่นๆในสังคม โดยเฉพาะการออกไปเจรจากับเผ่าอื่นเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนและการทำสงคราม หรือแม้การเป็นผู้นำในการทำสงครามกับเผ่าอื่น ซึ่งการออกไปทำสงครามก็คือการถูกส่งไปตายก่อนสมาชิกคนอื่น ประเด็นนี้ทำให้สังคมไร้รัฐแตกต่างจากสังคมที่มีรัฐ ในขณะที่สังคมไร้รัฐส่งผู้นำไปตาย แต่ในสังคมที่มีรัฐ ผู้นำกลับส่งผู้ถูกปกครองไปตายก่อน ดังที่เราจะเห็นในสงครามทุกสงครามในปัจจุบัน ผู้นำของสังคมไร้รัฐจึงเป็นผู้นำที่พร้อมจะตายแทนอยู่เสมอ หรือพูดให้ชัดกว่านั้น ผู้นำก็คือคนที่ตายแล้ว เมื่อใดก็ตามที่เขาใช้อำนาจกระทำสิ่งใดที่ขัดกับเจตจำนงของสังคม เขาก็ย่อมถูกทำให้ตายได้ทันทีโดยสมาชิกในสังคม การเป็นผู้นำจึงไม่ใช่เรื่องของการถือครองอำนาจหรือการกลายเป็นชนชั้นผู้ปกครอง ผู้นำไม่ใช่ผู้ปกครอง แต่ผู้นำคือกลไกหนึ่งที่สังคมสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่บางอย่าง โดยเฉพาะหน้าที่ในเชิงสัญลักษณ์ให้แก่สังคมนั้นๆ ส่วนผู้ปกครองหรือชนชั้นปกครองนั้นเป็นกรอบความคิดแบบรัฐซึ่งเป็นคนละเรื่องกับผู้นำเผ่าในสังคมไร้รัฐ

ในข้อเขียนเกี่ยวกับ Clastres ในงานของ Deleuze และ Guattari[25] ชี้ว่า เราต้องไม่สับสนระหว่างผู้นำเผ่ากับความเป็นรัฐ การที่สังคมดั้งเดิมมีผู้นำไม่ได้แปลว่าสังคมดั้งเดิมเป็นสังคมที่มีรัฐ อันเนื่องมาจากรัฐโดยตัวมันเองประกอบไปด้วยกลไกและสถาบันจำนวนมาก ลำพังผู้นำเพียงคนเดียวที่ต่อให้ได้รับความนิยมชมชอบและนับหน้าถือตาอย่างมาจากสมาชิกก็ไม่มีวันที่จะสามารถนำไปสู่การเกิดขึ้นของรัฐได้ ผู้นำของสังคมเผ่าจึงมีแต่เกียรติ (prestige) ที่หมายถึงการได้รับของขวัญในรูปของสิ่งของและผู้หญิงมากกว่าคนอื่นในเผ่า แต่การได้ของขวัญเหล่านี้ก็ไม่ได้มีความหมายว่าผู้นำจะสามารถสะสมข้าวของเหล่านี้ได้จนมีสถานะทางเศรษฐกิจส่วนตัวที่เพิ่มขึ้นแบบในกรอบของกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล การได้รับของขวัญและผู้หญิงเป็นเรื่องของเกียรติและการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้นำและสมาชิกของเผ่ามากกว่า แน่นอนว่า การอยู่ในตำแหน่งผู้นำจะเป็นไปได้ก็โดยอาศัยความปรารถนาของกลุ่มเท่านั้น ตราบเท่าที่ผู้นำยังกระทำสิ่งที่แสดงออกถึงเจตจำนงของสังคมอยู่ เขาก็ยังคงเป็นผู้นำ แต่หากผู้นำมีเจตจำนงหรือการกระทำที่ขัดกับความปรารถนาของกลุ่ม เขาก็ย่อมจะต้องถูกจำกัดหรือแม้แต่ทำให้ไปสู่ความตาย ทั้งหมดนี้ก็เพื่อรักษาอิสระของกลจักรแห่งสงครามเอาไว้ไม่ให้นำไปสู่การก่อรูปของรัฐ

Clastres ได้อภิปรายลักษณะของผู้นำเผ่าในเวลาคับขันซึ่งเป็นเวลาที่เผ่าถูกรุกรานจากภายนอกที่มีอำนาจมากกว่า เช่น ในยุคอาณานิคมที่เจ้าอาณานิคมตะวันตกไล่ล่ายึดครองทวีปอเมริกา ผู้นำเผ่าอาจถูกยกระดับให้ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ/ผู้พยากรณ์ (prophet) ที่นอกจากจะเป็นผู้นำในทางโลกแล้ว ยังกลายมาเป็นผู้นำในโลกทางจิตวิญญาณด้วย คำพูดของผู้นำทางวิญญาณกลายมาเป็นเครื่องมือในการปลุกเร้าสำนึกร่วมในการต่อต้านการรุนรานจากภายนอก ผู้นำทางวิญญาณจะยึดโยงประสบการณ์ของการถูกรุกรานในโลกนี้เข้ากับตำนานหรือเรื่องเล่าอันศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้าในอดีตและความเชื่อในโลกหน้าเข้ามาด้วยกัน “ความเป็นผู้นำทางวิญญาณของชนเผ่า Tupi-Guarani ก็คือความพยายามของสังคมดั้งเดิมที่จะยุติความระทมทุกข์โดยการปฏิเสธความคิดเรื่องความเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งก็หมายถึงการปฏิเสธแก่นสารอันเป็นสากลของความเป็นรัฐที่รุนรานเข้ามา”[26] Clastres กล่าวว่า เขาคาดคะเนว่ามีความเป็นไปได้ที่ผู้นำทางวิญญาณจะกลายมาเป็นผู้ปกครองภายหลังจากที่สงครามต่อต้านการรุกรานจบลง หากจะให้เขาคาดคะเนว่ารัฐเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็มีความเป็นไปได้มากที่ “เผด็จการนั้นซ่อนเร้นอยู่ภายในผู้นำวิญญาณ”[27] แน่นอนว่าเขาไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในประเด็นนี้

งานเกี่ยวกับสภาวะไร้รัฐของ Scott เองก็อภิปรายเกี่ยวกับบทบาทของผู้นำไว้อย่างน่าสนใจ เมื่อเขาเล่าว่า โครงสร้างทางสังคมของกลุ่มคนไร้รัฐนั้นไม่ได้มีผู้นำหรือหัวหน้าหมู่บ้านที่ชัดเจน แต่เมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับรัฐ การแสร้งว่ามีรูปแบบหรือโครงสร้างของหมู่บ้านที่ชัดเจนอันประกอบไปด้วยหัวหน้าหมู่บ้านจึงเป็นวิธีการที่สำคัญในการต่อรองกับรัฐมากกว่าที่หัวหน้าหมู่บ้านจะเป็นตัวแทนหรือผู้นำที่มีอำนาจในกลุ่มหรือหมู่บ้านจริงๆ ผู้นำอาจถูกอุปโลกน์ขึ้นจากคนที่แก่ที่สุดหรือคนที่พูดเก่งที่สุดในขณะนั้นเพื่อทำหน้าที่ต่อรองหรือพูดคุยในเชิงโวหารกับเจ้าหน้าที่รัฐหรือตัวแทนของอำนาจจากภายนอก[28]

กล่าวดังนี้แล้ว สภาวะสงคราม/กลจักรสงคราม/สภาวะไร้รัฐก็คือสิ่งเดียวกันซึ่งอยู่ในด้านตรงกันข้ามกับสันติภาพ/สถาบันกองทัพ/รัฐ ในขณะที่สภาวะสงครามคือกลไกของสังคมไร้รัฐใช้เพื่อป้องกันการเกิดขึ้นของรัฐจากภายใน สันติภาพของรัฐก็คือกลไกของการยึดจับและปรับเปลี่ยนกลจักรสงครามของคนไร้รัฐให้กลายมาเป็นกลไกของรัฐ มากไปกว่านั้น สภาวะไร้รัฐเองก็วางอยู่บนภววิทยาแห่งความหลากหลายที่สงครามทำให้ส่วนต่างๆของสังคมอยู่ในความสัมพันธ์ที่เท่ากันเสมอกัน แต่การเกิดขึ้นของรัฐและกลไกรัฐนั้นวางอยู่บนภววิทยาแห่งความเป็นหนึ่งเดียวที่การตัดสินใจทั้งหมดในการทำสงครามกลายมาเป็นเรื่องที่ผูกขาดโดยรัฐและผู้ปกครอง นอกจากนี้ การมีผู้นำของเผ่าไม่ได้แปลว่าสังคมดั้งเดิมกลายมาเป็นสังคมมีรัฐ ผู้นำเผ่าทำหน้าที่ผู้นำในฐานะที่เป็นหน้าที่ ไม่ใช่สิทธิ คำพูดของผู้นำก็ไม่ใช่คำสั่งแบบที่เกิดขึ้นกับผู้นำในสังคมที่มีรัฐ สิ่งทั้งปวงเหล่านี้เกิดขึ้นจากเจตจำนงทางการเมืองของสังคมดั้งเดิมที่จะปฏิเสธรัฐและต่อต้านรัฐ การที่พวกเขาปราศจากรัฐไม่ได้แปลว่าพวกเขาด้อยพัฒนาหรือไม่มีอารยะธรรม ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดนี้ของ Clastres ย่อมตรงกันข้ามกับความคิดของพวกปรัชญาการเมือง โดยเฉพาะปรัชญาการเมืองสมัยใหม่ตั้งแต่ Hobbes เป็นต้นมา

[1] ดูเพิ่มเติมใน Francois Dosse, History of Structuralism: The Resing Sign, 1945-1966 (Minneapolis and London: University of Minnesota Press, 1998); History of Structuralism: The Sign Sets, 1967-Present (Minneapolis and London: University of Minnesota Press, 1998) และดูประวัติศาสตร์ย่อวิชามานุษยวิทยาและชาติพันธุ์วิทยาของฝรั่งเศสใน ฐานิดดา บุญวรรโณ, “มานุษยวิทยาสำนักฝรั่งเศส,” วิภาษา, ปีที่ 6 ฉบับที่ 7 ลำดับที่ 47 (16 ธันวาคม 2555-31 มกราคม 2556), หน้า 38-45.

[2] Eduardo Viveiros de Castro, “The Untimely, Again,” in Pierre Clastres, Archeology of Violence (Los Angeles: Semiotext(e), 2010), pp. 9-52.

[3] Pierre Clastres, Archeology of Violence (New York: Semiotext(e), 1994), p. 121.

[4] Pierre Clastres, Archeology of Violence, p. 146.

[5] Pierre Clastres, Archeology of Violence, p. 88.

[6] ดูประเด็นนี้เพิ่มเติมใน ธเนศ วงศ์ยานนาวา, “การรวมศูนย์ของศิลปะของการกระจายตัวของศิลปะและการเมือง: จากสภาวะหลังสมัยใหม่สู่สภาวะสมัยใหม่,” ศิลปะกับสภาวะสมัยใหม่: ความขัดแย้งและความลักลั่น (กรุงเทพฯ: สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย, 2552), หน้า 101-177.

[7] Pierre Clastres, Archeology of Violence, p. 88.

[8] ดูเพิ่มเติมที่ Claude Lefort โต้แย้งว่า การที่ Clastres อ้างว่าไม่มีการแบ่งแยกในสังคมไร้รัฐดูออกจะเป็นการกล่าวที่เกินเลย เพราะอย่างน้อยสังคมหนึ่งๆก็ย่อมถูกแบ่งแยกออกจากสังคมอื่นๆ ใน Claude Lefort, “Dialogue with Pierre Clastres,” Writing: The Political Test (Durham and London: Duke University Press, 2000), pp. 207-235.

[9] Pierre Clastres, Archeology of Violence, p. 153.

[10] James C. Scott, The Art of Not Being Governed (Singapore: NUS Press, 2010), p. 66. และ Pierre Clastres, Society Against the State (New York: Zone Books, 1987), p. 218.

[11] ดูประเด็นนี้เพิ่มใน Michel Foucault, “Maurice Blanchot: The Thought from Outside,” in Foucault/Blanchot (New York: Zone Books, 1987), pp. 9-13.

[12] Gilles Deleuze and Félix Guattari, “1730: Becoming-Intense, Becoming-Animal, Becoming-Impreceptible…,” A Thousand Plateaus (Minneapolis and London: University of Minnesota Press, 1987), pp. 232-309.; และดูเพิ่มเติมที่ธเนศอภิปรายเกี่ยวกับความคิดเรื่อง “ประชาชน” และความเป็นปัจเจกบุคคลใน ธเนศ วงศ์ยานนาวา, ว่าด้วยประชาชน: กรอบคิดเรื่องประชาชนจากโรมันโบราณจนถึงเอ็มมานูเอล โจเซฟ ซีเยส (กรุงเทพฯ: สมมติ, 2558)

[13] Pierre Clastres, Archeology of Violence, p. 156.

[14] Antonio Guerreiro, “Political chimeras: The uncertainty of the chief’s speech in the Upper Xingu,” HAU: Journal of Ethnographic Theory, 5(1), 2015, p. 65.

[15] ธเนศ วงศ์ยานนาวา, “‘ความไม่หลากหลาย’ ของความหลากหลายทางวัฒนธรรม,” ใน ความหลากหลายทางสังคมวัฒนธรรมในมนุษยศาสตร์, หน้า 75-76.

[16] Pierre Clastres, Archeology of Violence, pp. 143-152.

[17] Pierre Clastres, Archeology of Violence, p. 161.

[18] Pierre Clastres, Archeology of Violence, p. 161.

[19] Pierre Clastres, Archeology of Violence, p. 165.

[20] Pierre Clastres, Archeology of Violence, p. 166.

[21] Gilles Deleuze and Félix Guattari, “1227: Treatise on Nomadology – The War Machine,” A Thousand Plateaus: Capitalism and Schizophrenia, p. 357.

[22] Pierre Clastres, Society Against the State, p. 153.

[23] Pierre Clastres, Society Against the State, p. 155.

[24] ดูเพิ่มเติมประเด็นนี้ใน Antonio Guerreiro, “Political chimeras: The uncertainty of the chief’s speech in the Upper Xingu,” HAU: Journal of Ethnographic Theory, 5(1), 2015, pp. 59-85.

[25] Gilles Deleuze and Félix Guattari, “1227: Treatise on Nomadology – The War Machine,” A Thousand Plateaus, p. 356.

[26] Pierre Clastres, Society Against the State, p. 217.

[27] Pierre Clastres, Society Against the State, p. 218.

[28] James C. Scott, The Art of Not Being Governed, pp. 178-187.

LEAVE A COMMENT

0 comment