“มูลค่า” ในระบบทุนนิยม web2.0: ข้อเสนอของ Bruce Robinson

“มูลค่า” ในระบบทุนนิยม web2.0: ข้อเสนอของ Bruce Robinson

ผู้เขียน รวิพล ลี้มิ่งสวัสดิ์

Bruce Robinson เริ่มด้วยการชี้ว่าการเกิดขึ้นของ platform ที่เปิดให้เข้าใช้บริการฟรีนั้นนำมาซึ่งการถกเถียง ตั้งคำถามถึงต้นกำเนิด (origin) ของ มูลค่า (value) โดยที่งานสำคัญที่มุ่งตอบปัญหานี้ก็คืองานของ Fuchs และ งานของ Arvidsson กับ Colleoni ซึ่งวางอยู่บนเรื่องของการสร้างมูลค่าส่วนเกิน (surplus value) ที่จะถูกขูดรีดไปในการผลิต แต่งานของ Robinson พยายามจะมอง สนใจการทำงานของทุนนิยมทั้งระบบ ทั้งในส่วนการผลิต, การไหลเวียน, การกระจาย เพื่อทำความเข้าใจความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจรวมทั้งการไหลเวียนของมูลค่าในทุน web 2.0 สำหรับ Robinson

สมมติฐานเบื้องต้นของ Robinson ก็ คือ ทุน web2.0 นั้นไม่ได้วางอยู่บนฐานของการสร้างมูลค่าด้วยตัวของมันเอง หากแต่วางอยู่บนการโฆษณาที่ขึ้นอยู่กับมูลค่าที่เกิดจากส่วนอื่น

เขาพยายามที่จะปฏิเสธความคิดของ Fuchs ในเรื่องที่ว่า การสะสมทุนจำเป็นต้องมีการสร้างมูลค่าและผู้ใช้งาน (user) ทุกคนก็คือ แรงงานที่มีประสิทธิผล (productive worker) พร้อมปฏิเสธข้อเสนอเรื่อง affective investment จากทุนการเงิน ของ Arvidsson กับ Colleoni ที่มองว่ารายได้จากการโฆษณานั้นเป็นรอง

Robinson นำกรอบคิดแบบ Marx มาใช้เพื่อลองอธิบาย วิเคราะห์ทุน web 2.0 ในเรื่องความสัมพันธ์ของรูปแบบแรงงานกับการผลิตมูลค่า และระหว่างการผลิตกับการไหลเวียน โดยไม่ต้องผ่านเรื่องการขูดรีดเแบบที่เคยเป็นมา โดยทำผ่านสามกรอบคิดหลัก ๆ คือ บทบาทของทุนสื่อสาร ความเป็นไปได้ของการแย่งยึดโดยตรง (direct appropriation)

ก่อนที่ Robinson จะพูดถึงทั้งสองส่วนนั้น เขาพยายามชี้ให้เห็นถึงรูปแบบของแรงงาน และการผลิตมูลค่า โดยมองว่าสำหรับ Marx -ในสายตาของเขานั้น- เวลาการใช้แรงงาน (labour time) คือ ต้นตอของมูลค่า หากแต่ว่าไม่ใช่ว่าทุก ๆ การใช้แรงงานจะเป็นการสร้างมูลค่า มันจำเป็นต้องเป็นแรงงานที่อยู่ในวงวัฏจักรของทุน (circuit of capital) และอยู่ภายใต้การควบคุมของทุน แรงงานเป็นแก่นแกนที่สำคัญแต่ก็ไม่อาจสร้างมูลค่าได้ด้วยตัวเอง

มันมีแรงงานอยู่สองประเภทที่ไม่ได้สร้างมูลค่า คือ แรงงานที่ไม่ถูกผนวกรวม (non-subsumed labor) ที่ไม่อยู่ภายใต้ทุนและอยู่ภายนอกกระบวนการสะสมทุน กับ แรงงานที่อยู่ข้างในกระบวนการหากแต่ไร้ประสิทธิผล (unproductive labour) ส่วนความแตกต่างของความมีประสิทธิผลหรือไม่มีนั้นหาได้ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ผลผลิต หรือธรรมชาติของมัน แต่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของแรงงานกับทุน เบื้องต้นที่สุดแรงงานที่มีประสิทธิผลต้องผลิตมูลค่าส่วนเกินและมีส่วนในการเพิ่มมูลค่าแก่ทุนด้วย มันทำให้กรอบคิดเรื่องแรงงานที่มีประสิทธิผลนั้นมีความสัมพันธ์โดยตรงกับทุน เพียงแต่อาจไม่ต้องในรูปแบบของแรงงานค่าจ้าง มันเป็นกระบวนการใช้แรงงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมของทุน

(เพราะในสายตาของ Marx แล้ว แรงงานที่ทำงานรับใช้จุดมุ่งหมายของตัวเอง เพื่อความพอใจของตัวเอง แล้วดอกผลที่เกิดนั้นค่อยนำเข้าสู่ตลาดนั้นแตกต่างกับแรงงานที่มีประสิทธิผลที่ถูกขูดรีดโดยตรงจากทุน)

Marx มองว่าในสมการ M-C-P-C’-M’ นั้นมีแต่ P เท่านั้นที่สร้างมูลค่าขึ้น ส่วนกระบวนการ M-C/C’-M’ นั้นเกี่ยวข้องกับการซื้อขายปัจจัยการผลิต กำลังแรงงาน สินค้า มันเป็นแค่การโยกย้าย (transfer) เท่านั้น ไม่ใช่การสร้างมูลค่า มันเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการไหลเวียนและการผลิตซ้ำ เป็นรายจ่าย (cost) ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตมูลค่าใช้สอย (use value) โดยตรง

 

ทุนการค้า (commercial capital) ในขั้นตอน C’-M’ หรือค่าใช้จ่ายของการขาย/การหมุนเวียนเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะมันเป็นขั้นตอนที่นายทุนจะได้รับผลกำไร พวกเขา (นายทุน) ยินดีที่จะลดทอน/หักเอาส่วนหนึ่งของมูลค่าส่วนเกิดนของพวกเขาเพื่อนำมันไปให้กับพ่อค้า ทั้งหมดนั้นนำไปสู่การเกิดขึ้นของทุนการค้าที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการขาย กล่าวคือมีหน้าที่ในการทำให้เกิดขั้นตอน C’-M’ ซึ่งมันก็จะนำไปสู่ความเชี่ยวชาญเฉพาะเช่นการโฆษณา

การโฆษณาในแง่นี้มันจึงเป็นหน้าที่ในการขายที่ไม่มีประสิทธิผล มันหาใช่แหล่งของมูลค่าที่เป็นอิสระ มันเป็นเพียงวิถีทาง/ปัจจัยในการทำให้มูลค่าส่วนเกินลายเป็นกำไรเกิดขึ้นมา

 

การแย่งยึดโดยตรง (direct appropriation) Robinson พยายามชี้ว่าการขูดรีดนั้นอาจมาในรูปแบบของข้อกฎหมายหรือการบีบบังคับ (coercion) ก็ได้ กล่าวอีกอย่างคือมันไม่จำเป็นต้องเป็นแค่เฉพาะเรื่องค่าแรงก็ได้ รูปแบบเช่นที่ปรากฏในยุคต้นของการกำเนิดทุนนั้นไม่ได้หายไปไหน โดยเฉพาะกับเรื่องของข้อมูลข่าวสาร (information) และ ความรู้ (knowledge) ที่กลายเป็นสินค้าอย่างอัตโนมัติผ่านการปิดกั้น/อนุญาตจากข้อกฎหมายหรือการทำข้อตกลง ในแง่นี้ผลผลิตที่แรงงานที่ดูเป็นอิสระ (autonomous) กับแรงงานที่ไม่ถูกผนวกรวม ใน web2.0 ก็สามารถกลายเป็นแหล่งก่อเกิดมูลค่าได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของทุนแต่อย่างใด

เมื่อ Robinson วางกรอบคิดที่หยิบยืมจาก Marx มาเรียบร้อย เขาจึงเริ่มที่จะนำเอากรอบคิดเหล่านั้นไปวิเคราะห์ web 2.0 platform ประเด็นแรกที่เขาพูดถึงคือ ข้อมูลผู้ใช้ (user data) และแหล่งของมูลค่า ในสายตาของเขาแล้ว web 2.0 platform นั้นเสนอตัวในฐานะของ “ช่องทาง” สื่อกลางระหว่างผู้โฆษณาที่ต้องการทำให้มูลค่าส่วนเกินกลายเป็นผลกำไรกับผู้ใช้งานที่ถูกดึงดูดเข้ามาโดยบริการที่เปิดให้เข้าใช้ฟรีทั้งหลาย พวกเขาได้รับส่วนหนึ่งของมูลค่าส่วนเกินของผู้โฆษณา เพื่อที่จะปรับปรุง/เร่งเร้าความสามารถในการขาย มันเป็นการโยกย้ายมูลค่าจากผู้โฆษณามายังทุน web 2.0 platform มากกว่าจะเป็นการสร้างมูลค่าใหม่ ในสายตาของ Robinson การสะสมทุนของ platform จึงหาใช่รูปแบบของการสะสมทุนที่เป็นอิสระในตัวเอง แต่มันขึ้นอยู่กับผู้โฆษณาอย่างมาก

หากมองว่าไม่มีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดมูลค่าบน platform แล้ว สิ่งใดกันที่ผู้โฆษณาสู้ซื้อไป และหน้าที่ของข้อมูลที่เกิดจากการตรวจจับ (surveillance) คือสิ่งใดกัน

จากมุมของผู้โฆษณาแล้ว พวกเขาซื้อการเข้าถึง (access) ตลาดที่มีความเป็นไปได้ที่จะขายสินค้าได้หรือไม่ได้ มันนำไปสู่การเรียกร้องให้ต้องมีผู้ใช้งานที่ใช้เวลาบน platform แต่ในสายตาของ Robinson นั้น เวลาที่กล่าวไปนั้นหาได้เป็นสิ่งที่มีประสิทธิผลโดยตัวของมันเอง

ข้อมูลผู้ใช้งานที่ถูกเก็บรวบรวมมานั้นหาใช่โกดัง/ที่กักเก็บมูลค่าที่เป็นอิสระโดยตัวของมันเอง รูปแบบของสินค้า (commodity form) หาใช่เวลาการใช้แรงงานของผู้ใช้งาน แต่เป็นเรื่องของการลดรายจ่าย (cost) ของผู้โฆษณาในการไหลเวียนสินค้า (หรือสิ่งที่โฆษณา) ด้วยการโฆษณาที่แม่นยำ ด้วยการมุ่งสู่กลุ่มคนขนาดเล็กที่สนใจ กล่าวอีกอย่าง คือ ข้อมูลเหล่านั้นของผู้ใช้งานมีหน้าที่คล้ายกับการทำวิจัยทางการตลาดในแบบสมัยก่อน กล่าวอย่างย่นย่อแล้ว ข้อมูลนั้นมีหน้าที่ในการลดรายจ่าย เพิ่มความมีประสิทธิภาพของโฆษณา ข้อมูลไม่ได้มีหน้าที่ในการถูกขายในฐานะของสินค้า

การลดค่าใช้จ่ายในการหมุนเวียนนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ได้ถูกแจงวัดในแง่ของเวลาที่ใช้แรงงานของผู้ใช้งาน แต่มันถูกวัดในแง่ของความมีประสิทธิภาพของการโฆษณา (การขายได้)

ข้อมูลผู้ใช้งานในหลายกรณีนั้นไม่ใช่ผลผลิตของแรงงาน หากแต่มันเป็นสิ่งที่ถูกเรียกว่า ประสิทธิผลแบบไม่ตั้งใจ (incidental productivity) ร่องรอยการใช้งานที่ไม่ตั้งใจที่เกิดขึ้นจากการตรวจจับของชุดโปรแกรม ซึ่งมันทำให้ข้อมูลนั้นกลายเป็นรูปแบบของเนื้อหาที่แตกต่างออกจากเนื้อหาแบบอื่นที่ผู้ใช้งานจงใจสร้างขึ้นมา ด้วยมุมมองเช่นนี้ Robinson จึงมองว่ากรอบคิดที่ว่าผู้ใช้งานทำงานให้กับ platform นั้นจึงเป็นสิ่งที่เข้าใจผิด

 

ประเด็นที่สองที่เขาพูด คือ แรงงาน prosumer (prosumer labour) และการแย่งยึดโดยตรง เขาเริ่มต้นด้วยการถามว่ากิจกรรมของผู้ใช้งานหรืองานบน platform นั้นเกี่ยวข้องกับการสะสมทุนอย่างไร Robinson จึงกลับไปหาเรื่องประเภทของแรงงาน (แรงงานที่เป็นอิสระ, การผลิตสินค้าในะดับเล็ก ๆ, แรงงานที่ทำงานเพื่อทุน) โดยที่จะอาจจำแนกถึงความแตกต่างในแรงงานประเภทสุดท้ายออกเป็นแรงงานที่ถูกผนวกรวมโดยตรงต่อทุน web 2.0 platform (แรงงานที่ถูกจ้างในบริษัท) กับ แรงงานที่ไม่ได้ทำเพื่อทุน web 2.0 platform (ใช้บริการของทุนเหล่านั้น หากแต่ก็ถูกจ้าง ทำงานเพื่อทุนแบบอื่น) ในสายตาของผู้เขียนนั้นแรงงานที่ถูกจ้างโดยตรงกับ web2.0 platform นั้นเป็นกลุ่มคนจำนวนน้อย อย่างไรก็ตามมันยังมีผู้ใช้งานอีกสามกลุ่มใหญ่ ๆ ที่พบบน platform คือ หนึ่ง ผู้ใช้งานที่เข้าไปใช้งานเพื่อวัตถุประสงค์ของตัวเอง สอง ผู้ใช้งานในลักษณะแบบ blogger/journalist ที่สร้างวัตถุบางอย่างขึ้นมาเพื่อขายหรือรับเงินตราจากการแสดงโฆษณา และแรงงานที่ทำงานให้กับทุนที่ไม่ใข่ web 2.0 แต่ก็เข้าใช้งานบริการของทุน web 2.0 ในฐานะของนายจ้างพวกเขา

ลักษณะร่วมกันของทั้งสามกลุ่มที่ว่าก็คือการไม่ได้ถูกผนวกรวมโดยทุน web 2.0 (หรือกล่าวอีกแง่ทุนพวกนั้นไม่ได้มีความสามารถในการควบคุมเวลาการใช้แรงงานของแรงงานพวกนี้) ทุนไม่อาจควบคุมเป็นการทั่วไปต่อสิ่งที่ผู้ใช้งานจะทำหรือห้วงเวลาที่ผู้ใช้งานจะใช้ ในแง่นี้นั้นผู้ใช้งานก็มีความเป็นอิสระและจึงถูกมอง (อย่างน้อยก็ในสายตาของ Robinson) จากมุมของการผลิตมูลค่าว่ามันอยู่นอกวงวัฏจักรของทุน web2.0

การที่ไม่ได้ควบคุมเหนือผลผลิตโดยตรงนั้นก็ทำให้เกิดการใช้รูปแบบของการจัดสรรแย่งยึดโดยตรงในการที่จะขูดรีด เนื้อหาที่ผู้ใช้งานสร้างขึ้น (UGC) ในกระบวนการสะสม ซึ่งทำผ่านทั้งแง่มุมเชิงกฎหมายและเทคโนโลยี กล่าวคือ ในเชิงกฎหมาย เป็นอะไรที่ชัดเจนมากผ่านข้อตกลงการใช้งานหรือรูปแบบการใช้งานบริการ ซึ่งมันอาจไม่ถึงกับการยกสิทธิเหนือเนื้อหาเหล่านั้นให้กับทุนทั้งหมด แต่อาจปรากฏในรูปของการมีสิทธิร่วม (share) การแย่งยึดอาจไม่ต้องทำต่อสิ่งที่เป็นของส่วนรวม (common ) แต่อาจกระทำต่อสิทธิของผู้สร้างในการควบคุมการใช้งานหรือการเก็บรายได้จากมัน ในเชิงเทคโนโลยีนั้น มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเนื้อหา หากแต่เป็นการทำให้โฆษณาปรากฏขึ้นไปพร้อม ๆ กับบรรดาเนื้อหาที่ผู้ใช้งานสร้างขึ้นเหล่านั้น และควบคุมผู้ใช้งานด้วยการอนุญาตหรือปรับเปลี่ยนข้อตกลวการใช้งาน

ในมุมของการผลิตมูลค่า กระบวนการแย่งยึดโดยตรงที่ว่านั้นทำให้ platform สามารถที่จะใช้เนื้อหาในฐานะสินค้า หรือใช้ใช้มันในฐานะปัจจัย/หนทางที่ดึงดูดผู้ใช้งานให้เข้ามาใช้งานพวกมันยิ่ง ๆ ขึ้น

 

ประเด็นต่อมา คือ เรื่องของมูลค่า Robinson พยายามที่จะวิเคราะห์ถึงต้อนกำเนิดของมูลค่าในมิติที่ต่างออกไป สำหรับ Fuchs แล้ว การผลิตมูลค่าก็ คือ สิ่งที่กระจายออกไป การผลิตมูลค่าส่วนเกินและการขูดรีดเป็นสิ่งที่ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะกับแรงงานค่าจ้าง แต่มันขยายไปสู่ทั้งสังคม ด้วยฐานคิดแบบนี้ Fuchs จึงมองว่าผู้ใช้งานนั้นเป็น prosumer ที่มีประสิทธิผล เป็นแรงงานที่มีประสิทธิผล ที่สร้างมูลค่าและถูกขูดรีดจากทุน

ข้อเสนอเรื่อง Multitude ที่ Fuchs นำมาใช้จึงผนวกรวมแทบทุกคนเข้าไป การทำเช่นนี้นั้นทำให้ความแตกต่าง (ที่ควรมีนัยสำคัญ) ทางชนชั้นพล่าเลือน มันนำไปสู่ความไปชัดเจนระหว่าง Multitude กับชนชั้นนายทุน ในสายตาของ Robinson จึงมองการวิเคราะห์เช่นนี้ว่ามันจะนำไปสู่การตั้งคำถามถึงวัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์ในแนวทางแบบนี้ บางทีแล้วความพยายามจะผสานกรอบคิดแบบ Autonomist Marxist เขากับกรอบคิดทางเศรษฐกิจการเมืองแบบ Marxist ดั้งเดิมอาจนำไปสู่ความขัดแย้งในการวิเคราะห์

สำหรับ Robinson Autonomist นั้นไม่สนใจความแตกต่างระหว่างความมีประสิทธิผลหรือไม่มี รวมทั้งมองว่ามูลค่าไม่อาจแจงวัด ทฤษฎีมูลค่าแบบเดิมถึงจุดสิ้นสุด ทุนนั้นแท้จริงแล้วได้ประโยชน์จากรูปแบบการใช้แรงงานในทุก ๆ รูปแบบ และก็เข้าไปทรงอิทธิพลในทุกมิติของชีวิตไปพร้อม ๆ กัน Fuchs นั้นนำสิ่งเหล่านี้ไปใช้ในขณะที่ยังรักษาทฤษฎีมูลค่าไว้ มันนำเขาไปสู่ข้อสรุปที่ไม่สอดคล้องเท่าใดนักที่ว่า แรงงานทั้งปวงในทุนนิยมสร้างมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นแรงงานที่ไร้ประสิทธิผลหรือไม่ถูกผนวกรวมก็ตาม

กรอบคิดเรื่อง internet prosumer commodity ของ Fuchs ที่รับมาจากกรอบคิดเรื่องสินค้าผู้ชม (audience commodity) เพื่อใช้ในการอธิบายวิธีการสะสมทุนของ platform และพยายามหาเวลาที่สอดคล้องกับมูลค่าของ internet prosumer commodity ตามทฤษฎีมูลค่า Fuchs นั้นเสนอว่าเวลาทั้งปวงที่ใช้ไปในการออนไลน์นั้นเท่ากับเวลาที่มีประสิทธิผล เพราะมันได้สร้างข้อมูล และมูลค่าได้ถูกทำให้เป็นผลกำไรยามเมื่อโฆษณาแสดงผลขึ้นมา โดยที่ข้อมูลพวกนั้นเป็นสิ่งที่คอยสนับสนุน อย่างไรก็ดีหากพิจารณาตามกรอบคิดเรื่องทุนการค้า ผู็โฆษณานั้นหาได้จ่ายเงินเพื่อเวลาของผู้ใช้งานหรือข้อมูล หากแต่เป็นส่วนแบ่งของมูลค่าที่ถูกผลิตขึ้นในที่อื่นที่ถูกโอนย้ายมาเพื่อเข้าถึงความเป็นไปได้ของการทำให้มูลค่าเหล่านั้นกลายเป็นผลกำไร Fuchs ล้มเหลวในการแจงวัดเวลาที่แน่นอนเพื่อการอธิบายมูลค่าของ internet prosumer commodity แต่ไม่ใช่เพราะว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องหรือไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับเรื่องของเวลา แต่เพราะว่า internet prosumer commodity ซึ่งเป็นความพยายามจะอธิบายความสัมพันธ์ในการแลกเปลี่ยนนั้นถูกครอบงำด้วยปัจจัยอย่างอื่น และมูลค่าของมันก็เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมา (artificial)

ตรงข้ามกับ Arvidsson และ Colleoni ที่มองว่าสุดท้ายแล้วมูลค่า (ของสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้และบริษัท) นั้นก็ไม่ได้ถูกแจงวัดโดยอะไรที่เป็นวัตถุวิสัย หากแต่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องของความสามารถในการดึงดูดและรวบรวมเอาการลงทุนทางอารมณ์ความรู้สึก (affective investment) มูลค่าจึงเป็นเรื่องของ convention แต่หากเป็นเช่นนั้นจริง การอ้างอิงมูลค่าที่ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ real economy (ถึงแม้ว่าพวกเขาจะพยายามบอกว่ามันไม่ใช่เรื่องทุนจอมปลอม (fictitious economy) เสียทีเดียว มันมีเรื่องความจงรักภักดีต่อแบรนด์จริง ๆ แต่ Robinson ก็ยังมองว่าปรากฏการณ์การล้มหายตาจากของแบรนด์ดัง ๆ ก็ดูจะแสดงถึงความไร้เสถียรภาพของเรื่องพวกนี้ที่วางอยู่บนเรื่องทุนการเงิน

จากการวิเคราะห์นั้นก็ทำให้เห็นว่า ทุน web2.0 นั้นมีลักษณะพึ่งพิงพึ่งพาสองชั้น คือ ในฐานะของการเป็นสื่อกลางระหว่าง ทุนของภาคส่วนอื่นในฐานะผู้โฆษณาที่เป็นแหล่งรายได้ และผู้ใช้งานที่เป็นผู้เข้าใจงานบริการ ที่ทำให้ web2.0 เกิดการถ่ายโอนของมูลค่าด้วยการเป็นเสมือนหนึ่งตลาดที่เป็นไปได้ของผู้โฆษณา และยังสร้างเนื้อหาที่อาจถูกแย่งยึดโดยตรงหรือกลายเป็นปัจจัยในการดึงดูดผู้ใช้งานคนอื่น ๆ มันมาพร้อมกับการขาด/ไม่สามารถควบคุมเหนือตัวผู้ใช้งาน มันแสดงถึงความเปราะบางของรูปแบบการสะสมทุนแบบนี้

ด้วยเงื่อนไขของการดำรงรักษารายได้จากการโฆษณา ที่ทำให้ต้องรักษาผู้ใช้งาน ภัยคุกคามต่อทุน web2.0 ประการหนึ่งก็คือการที่โฆษณามีมากหรือการขาดโฆษณาที่มีความสัมพันธ์กับผู้ใช้งาน รวมทั้งประเด็นเรื่องคามเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย

การที่ผู้ใช้งานไม่ได้ถูกบังคับจากความต้องการหรือแรงปรารถนาของ web2.0 ทำให้พวกเขามีระดับของความเป็นอิสระที่สามารถท้าทายหรือสร้างความเสียหายกับทุนพวกนี้ได้ ในแง่หนึ่งมันทำให้ภาพของ internet ในฐานะพื้นที่ของการแข่งขันที่ปรากฏขึ้นจริง ๆ มันไม่อาจควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จ (แม้จะมีการควบคุมจากทุนก็ตามที)

หากกล่าวอย่างย่นย่อที่สุด Robinson พยายามวิเคราะห์ภาพรวมของวงวัฏจักรของทุนนิยม สำหรับเขานั้นเห็นว่าส่วนประกอบที่สำคัญของรายได้ของบรรดา web 2.0 นั้นหาได้มาจากตัวข้อมูล (หรือสินค้าผู้ชม/ผู้ใช้งาน) แต่อย่างใด มันกลับมาจากการยักย้ายถ่ายเทมูลค่าส่วนเกินจากภาคส่วนอื่นของเศรษฐกิจมายังทุน web 2.0 เช่น มูลค่าส่วนเกินจากภาคอุตสาหกรรม หรือทุนโฆษณาที่ต้องการพื้นที่ของ web 2.0 เป็นต้น เพื่อทำให้มูลค่าส่วนเกินเหล่านั้นให้กลายเป็นผลกำไร

LEAVE A COMMENT

0 comment