ความแปลกแยกและการขูดรีดผู้ชม

ความแปลกแยกและการขูดรีดผู้ชม

ผู้เขียน รวิพล ลี้มิ่งสวัสดิ์

งานของ Eran Fisher เริ่มต้นด้วยการชี้ว่ามีกรอบคิดที่ใช้ในการวิเคราะห์ดู สื่อ (media) ที่ทรงอิทธิพลอยู่สองแบบ คือ หนึ่ง การวิเคราะห์เชิงวัฒนธรรม (cultural analysis) และสอง การวิเคราะห์เชิงวัตถุ (materialist analysis) ซึ่งกรอบคิดทั้งสองนั้นมีแง่มุมต่อสื่อและผู้ชมที่แตกต่างกัน

โดยที่ การวิเคราะห์เชิงวัฒนธรรม นั้นเน้นวิเคราะห์และให้ความสนใจไปยังโครงสร้างส่วนบน (super structure) ตามกรอบคิดแบบมาร์กซิสต์ และเผยให้เห็นถึงบทบาทหน้าที่ของอุดมการณ์ (ideological) ที่ทำการผลิตซ้ำให้ทุนนิยมสามารถคงอยู่ต่อไปได้ สำนักคิดที่มีอิทธิพลต่อกรอบการมองเช่นนี้นั้นก็คือ Frankfurt school และ Birmingham school โดยที่พวกแรกนั้นมองว่าสาร (message) ที่ถูกสื่อออกมานั้นมีลักษณะที่สั่งการจากบนลงล่าง ผู้ชม (audience) นั้นเป็นผู้รับสารที่เฉยชา (passive) จึงนำไปสู่การวิเคราะห์ว่า รหัส (code) ใดที่ถูกใส่เข้ามาในสารเหล่านั้น แต่พวกหลังนั้นกลับมองว่าผู้ชมมีลักษณะความกระตือรือร้น (active) มีความสามารถ ความเป็นไปได้ที่จะถอดรหัสสารที่สื่อมา และอาจไปถึงขั้นต่อต้านสารที่ว่านั้นก็ได้ ผู้ชมในสายตาของ Birmingham school จึงมีลักษณะที่มีส่วนร่วมในการประกอบสร้างความหมายอันหลายหลาก อย่างไรก็ตามทั้งสองสำนักคิดนั้นก็มีจุดร่วมที่มอง สื่อในฐานะพื้นที่เชิงอุดมการณ์ (media as an ideological site)

ส่วน การวิเคราะห์เชิงวัตถุ นั้นมุ่งเน้นไปที่ส่วน โครงสร้างส่วนล่าง (base structure) ตามกรอบคิดแบบมาร์กซิสต์มุ่งที่จะค้นหาความสัมพันธ์ทางการผลิต (relation of production) หรือความเป็นเจ้าของ (ownership) กลุ่มนี้มักมองสื่อในฐานะวิถีการผลิตแบบหนึ่ง (media as a means of production) ซึ่งก็จะเป็นต้นธารของกรอบคิดการวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจการเมืองที่มีต่อสื่อ เมื่อล่วงถึงช่วงทศวรรษที่ 1970-1980 กลุ่มนี้ก็เริ่มหันมาให้ความสนใจกับผู้ชม ในฐานะที่เป็นผู้ผลิตที่สร้างมูลค่าให้เกิดแก่สื่อ ทั้งในฐานะสินค้า (commodity) และกำลังแรงงาน (labour power)

โดยที่การหันมาให้ความสนใจกับผู้ชมนั้นเริ่มจากงานของคนอย่าง Dallas Smythe ที่เสนอสิ่งที่เรียกว่า สินค้าผู้ชม (audience commodity) ขึ้นมา โดยที่ Smythe นั้นมองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในการสื่อสารมวลชน (mass communication) นั้นหาได้เป็นแต่เพียงการบริโภคเนื้อหาที่ถูกผลิตขึ้นจากบรรดาบริษัทเท่านั้น หากแต่ในการบริโภคสื่อนั้นก็เกิดความพยายามของบริษัทที่จะทำการขายความสนใจของผู้ชม (audience attention) ให้แก่บริษัทผู้โฆษณาด้วย การใช้แรงงานของผู้ชมในที่นี้มันจึงเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความรัยรู้ที่พวกเขาทำการเรียนรู้ เรียนรู้ที่จะปราถนา ซื้อหา ให้ได้มาซึ่งสินค้าหรือแบรนด์ต่าง ๆ ซึ่งในสายตาของ Smythe นั้นสิ่งเหล่านี้ คือ จุดบอด (blind spot) ของการวิเคราะห์เชิงวัฒนธรรมของมาร์กซิสที่มักให้ความสนใจกับเนื้อหาที่ถูกผลิตขึ้นมาในสื่อ สื่อสารมวลชนนั้นได้ทำให้ผู้ชมกลายเป็นสินค้าเพื่อขายให้แก่ผู้โฆษณา ผู้ชมจึงถูกย้ายจากผู้สร้างความหมายมาเป็นผู้ที่จะสร้างเงินตราแทน

จากข้อเสนอของ Smythe นำมาสู่การถกเถียงของ Jhally และ Livant ที่มองว่ามูลค่าที่ผู้ชมสร้างขึ้นนั้นวางอยู่บนฐานเรื่องความสามารถในการทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ของมนุษย์ มูลค่าส่วนเกินที่เกิดจากเวลาส่วนที่ใช้ในการดูโฆษณา เวลาที่มากกว่าระยะเวลาที่บรรดาผู้สร้างเนื้อหาจำเป็นต้องใช้เพื่อผลิตซ้ำ (ดำรงการทำงาน) ของพวกเขาต่อไปได้ จากมุมมองแบบนี้ทั้งสองจึงเสนอว่า เวลาส่วนเกินเหล่านั้นแท้จริงแล้วเป็นสิ่งที่ผู้ผลิตเนื้อหาต่างหากที่ได้รับ มากกว่าจะเป็นบรรดาผู้โฆษณา

อย่างไรก็ตาม จากข้อถกเถียงเรื่องจุดบออในการวิเคราะห์สื่อที่ว่านั้น นำมาสู่การมองสื่อในฐานะพื้นที่ของความขัดแย้ง (media as a dynamic site of struggle) ความขัดแย้งระหว่างผู้ชม (ในฐานะของแรงงาน) กับเจ้าของสื่อ (ในฐานะทุน) และโดยเฉพาะปมปัญหาเรื่อง เวลา (time) ที่ตามความเข้าใจของ Jhally และ Livant แล้วความขัดแย้งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการที่ เวลา (โดยตลอด มูลค่าส่วนเกินนั้นเกิดจากเวลาการการทำงานของแรงงานที่ทำไปโดยใช้เวลามากกว่าที่พวกเขาจำเป็นต้องใช้ในการผลิตซ้ำเพื่อให้ชีวิตของพวกเขาคงอยู่) ถูกฉวยไปเป็นของทุนและนำเข้าสู่กระบวนการการสะสมทุนต่อไป กล่าวคือ มันเป็นการสร้างมูลค่าจากชนชั้นหนึ่งและถูกยักย้ายอย่างไมไ่ด้รับค่าตอบแทนไปยังอีกชนชั้นหนึ่ง สิ่งนี้คือสิ่งที่จะถูกเรียกว่า การขูดรีด (exploitation)

ในขณะที่กระบวนการขูดรีดนั้นเป็นกระบวนการสำคัญที่ทำให้เกิดการสะสมทุน ในสายตาของคนอย่าง Marx นั้นมองว่ามูลค่าส่วนเกินที่ได้รับจากกระบวนการขูดรีดมีแนวโน้มที่จะลดลงเรื่อย ๆ สิ่งนี้ทำให้ทุนจำเป็นต้องแสวงหาเพื่อขยายขอบเขตของการขูดรีดผ่านสองรูปแบบ คือ หนึ่ง โดยเพิ่มเวลาการทำงาน ตัดทอนระยะเวลาในการพัก และแบบที่สอง โดยการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตให้มากกว่าเดิม ซึ่งในสายตาของ Jhally และ Livant แล้วทั้งสองกระบวนการนี้ก็เกิดขึ้นบนการสื่อสารมวลชนเช่นกัน โดยที่เกิดการเพิ่มระยะเวลาการชมโฆษณาที่มากขึ้น และความพยายามในการจัดกลุ่มผู้บริโภคผ่านเทคนิควิธีต่าง ๆ ในการจำแนกจำเพาะเจาะจงผู้ชมให้ตรงกับโฆษณา เช่น การวิจัย ซึ่งมันจะทำให้มูลค่าการโฆษณานั้นมีมากยิ่งขึ้น

ขณะที่กรอบคิดแบบเศรษฐกิจการเมืองนั้นสนใจสิ่งที่เรียกว่าการขูดรีด กรอบคิดอีกประการหนึ่งที่ถูกละเลยไป คือ เรื่องความแปลกแยก (alienation) ในสายตาของ Fisher แล้วกรอบคิดสองอันนี้มีความสัมพันธ์ต่อกันแบบวิภาษวิธี ความแปลกแยกนั้นเป็นทั้งกระบวนการและผลลัพธ์ในตัวเอง มันเป็นเรื่องของการแยกแรงงานออกจากชีวิตของแรงงาน แยกพวกเขาออกจากวัตถุ (object) ที่พวกเขาเกี่ยวข้องด้วย กล่าวอีกอย่างได้ว่ามันเป็นการแยกแรงงาน ออกจากกระบวนการใช้แรงงาน, ออกจากแรงงานคนอื่น ๆ, ออกจากผลิตภัณฑ์ และออกจากตัวตนของแรงงานเอง จากมุมองแบบนี้ Fisher จึงมอว่าความแปลกแยกนั้นเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่ทำให้เกิดการขูดรีด และตัวมันเองก็เป็นผลของการขูดรีดด้วย ซึ่งทั้งสองนั้นมาจากพื้นฐานของทุนนิยม คือ กรรมสิทธิส่วนบุคคล (private property) และ การทำแรงงานให้เป็นสินค้า (commodity of labour) (ถึงแม้ว่าเรื่องความแปลกแยกจะถูกมองว่าเป็นกรอบคิดช่วงวัยหนุ่มของ Marx แต่ Fisher กลับชี้ว่ากระทั่งในงานวิเคราะห์เชิงเศรษฐกิจช่วงหลังความแปลกแยกก็มีส่วนสำคัญทั้งในฐานะสภาพเบื้องแรกและผลที่เกิดขึ้นทุนนิยม)

นอกจากนี้ความแปลกแยกยังถูกมองในฐานะของเงื่อนสภาพการทำงานอีกด้วย จากการมองเช่นนี้ลักษณะความแปลกแยกที่น้อย (less alienation) นั้นจึงหมายถึงความเป็นไปได้ที่แรงงานจะแสดงออกถึงอัตวิสัย หรือมีความสามารถในการควบคุม ทั้งในกระบวนการผลิตหรือแม้แต่ผลผลิต หรือการติดต่อสื่อสารเชื่อมโยงเขากับคนอื่น ในขณะที่เศรษฐกิจการเมืองมองว่ากระบวนการดู หรือการบริโภคนั้นเป็นการทำงานแบบหนึ่งแล้ว กรอบคิดเรื่องความแปลกแยกที่เคยถูกใช้แต่ในส่วนของการผลิตก็อาจเกิดขึ้นในปริมณฑลของการบริโภคเช่นการดูได้ไม่ต่างกัน

ทั้งหมดนั้นคือยุคที่สื่อสารมวลชนแบบเดิมกำลังรุ่งเรือง (โทรทัศน์, วิทยุ, หนังสือพิมพ์) ในขณะที่การมาของ พื้นที่เครือข่ายสังคม (social network site: SNS) แบบ Facebook และ Web2.0 นั้นก็ได้ทำให้กรอบคิดเรื่อง แรงงานผู้ชม (audience labour) ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าผู้ชมนั้นถูกนำกลับมาใช้อีกครั้ง ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างสื่อสารมวลชนแบบเดิมกับ SNS นั้น คือ อย่างหลังมีระดับของการมีส่วนร่วมที่มากกว่าอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉาะสิ่งที่ถูกเรียกว่า เนื้อหาที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้ใช้งาน (user-generated content: UGC) และความสามารถในการสร้างช่องทางการติดต่อสื่อสารของผู้ใช้งาน ทำให้งานเชิงเศรษฐกิจการเมืองหันมาสนใจการขูดรีดผู้ชม (exploitation audience) ในขณะที่กรอบการมองแบบเสรีนิยมก็มองพื้นที่ใหม่เหล่านี้ว่าเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากการสร้างความแปลกแยก (de-alienation) ซึ่ง Fisher นั้นมองว่าแนวโน้มคนละด้านกันของทั้งสองกรอบคิดในการมองสื่อใหม่ที่ว่านี้มีลักษณะที่เชื่อมต่อกันแบบวิภาษวิธี ทั้งสองไม่ใช่สิ่งตรงข้ามที่ต้องแยกและเลือกยืน

โดยที่กรอบการมองที่เกี่ยวกับความแปลแยกนั้นจะพิจารณา SNS โดยเฉพาะ Facebook อันเป็นพื้นที่ที่มีคนเข้าใช้งานมากที่สุดในฐานะวิถีการติดต่อสื่อสารแบบหนึ่ง (Facebook as a means of communication) กรอบคิดตรงนี้ก็จะมองว่า SNS (รวมทั้ง Web2.0) ว่ามีลักษณะที่แตกต่างจากสื่อเก่า มันมีการติดต่อสื่อสารหลายทิศทาง มีปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอย่างหลากหลาย ผู้ใช้งานในพื้นที่มีส่วนร่วมในการติดต่อสื่อสาร รูปแบบการสื่อสารที่ทำให้ผู้ใช้งานสารมารเล่าเรื่องต่าง ๆ หรือแสดงความสร้างสรรค์ มันเกิดเป็นวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมที่มากยิ่งขึ้น มันจึงมีนัยของการมองจากมุมมองเรื่องความห่างไกลจากความแปลกแยกอยู่ในที กรอบการมองเช่นนี้เน้นถึงประสบการณ์ต่าง ๆ ของผู้ใช้งาน เป้าหมายเป้าประสงตค์ของผู้ใช้งาน หรือแม้แต่ผลของการติดต่อสื่อสารที่มีต่ออัตวิสัยของผู้ใช้งานเอง

ส่วนกรอบการมองที่สนใจเรื่องการขูดรีด จะมองว่า Facebook นั้นเสมือนพื้นที่ของการผลิต (Facebook as a means of production) มองว่าสิ่งเหล่านี้คือบริษัททางการค้าแบบหนึ่ง (commercial company) กรอบการมองเช่นนี้ก็จะสนใจว่ามูลลค่ามหาศาลของ Facebook นั้นเกิดจากสิ่งใด แล้วรูปแบบความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบใดที่ดำรงอยู่ในพื้นที่นั้น Facebook จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ สื่อ (ที่ใช้ติดต่อสื่อสาร) แต่เป็น เทคโนโลยี (ที่ใช้ในงานผลิต) ด้วย มันทำให้เห็นถึงรูปแบบความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบใหม่ที่มูลค่านั้นหาได้เกิดจากแรงงานที่ได้รับการจ้างงานจากริษัทอย่างเดียว แต่มาจากบรรดาผู้ชมด้วย บรรดาผู้ใช้งานที่ผลิตสร้างการติดต่อสื่อสารและกระบวนการทางสังคมผ่านพื้นที่เหล่านี้

จากกรอบคิดแบบนี้ Fisher จึงเปรียบเทียบ Facebook เป็นเสมือนโรงงานของข้อมูลข่าวสาร (information) เนื่องจากบรรดาข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ นั้นถูกผลิตสร้างผ่านการติดต่อสื่อสาร ผ่านการแลกเปลี่ยน และการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมที่เกิดขึ้นบน Facebook มันหาได้เป็นแค่พื้นที่เก็บกักข้อมูล แต่ข้อมูลหลายประเภทมันเกิดขึ้นจากการใช้งานพื้นที่พวกนี้ ข้อมูลที่ปรากฏหาใช่ข้อมูลที่ดำรงอยู่มาก่อนหน้าเสมอไป (เช่น ชุดความสัมพันธ์ รสนิยมที่เกิดขึ้นจากการเข้าร่วมกลุ่ม, เครือข่ายย่อย ๆ ในพื้นที่ของ Facebook เป็นต้น) ซึ่งการมองสื่อทั้งสองแง่มุมนั้นคือสิ่งที่ Fisher เรียกว่า วิภาษวิธีของการผลิตและการสื่อสารในสื่อ (dialectics of production and communication of media)

จากการมองเรื่องความสามารถในการขูดรีดที่จะลดต่ำลงเรื่อย ๆ ตามข้อเสนอของ Marx นำไปสู่ข้อจำกัดในการขยายและเพิ่มความเข้มข้นของการขูดรีดในสื่อสารมวลชนแบบเดิม เนื่องจากความสามารถของผู้ชมที่จะดูโฆษณา และขีดจำกัดของการแสดงโฆษณานั้นเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง นังไม่นับรวมความสามารถทางเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้นทำให้ความสามารถในการควบคุมผู้ชมนั้นลดต่ำลง การชมโฆษณาถูกละเลยได้มากขึ้น (เช่น เทคโนโลยีการอัดรายการย้อนหลัง เป็นต้น) นอกจากนั้นยังเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายในการเก็บรวบรวมข้อมูลของผู้ชม ผ่านสถิติโดยการทำวิจัยที่มีราคาสูงขึ้นตามปริมาณของผู้ชมที่มากขึ้น ยังไม่นับรวมถึงความแม่นยำของค่าทางสถิติพวกนั้น อีกประการที่เป็นข้อจำกัด คือ ความสามารถในการผลิตเนื้อหาที่จะดึงดูดผู้ชมในติดอยู่กับหน้าจอโทรทัศน์นั้นก็เป็นสิ่งที่ไม่มีอะไรรับประกันความสำเร็จของมันเท่าไรนัก

ในขณะที่ SNS กลับก้าวข้ามข้อจำกัดพวกนี้ไป ข้อจำกัดเรื่องพื้นที่หายไปเมื่อมีอินเทอร์เน็ตไร้สายและอุปรณ์เคลื่อนที่ต่าง ๆ ความยืดหยุ่นที่มากกว่าสื่อสารมวลชนแบบเดิมนั้นทำให้มันกลืนกินเวลาทั้งในส่วนที่เป็นเวลาการทำงานและเวลาพักผ่อน เวลาพวกนั้นถูกใช้ในการติดต่อสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม เทคโนโลยีใหม่ ๆ บน Facebook ที่ทำให้ดึงดูดผู้ใช้งาน เช่น ความสามรถในการแชร์สถานที่ เป็นต้น นอกจากนี้ในขณะที่สื่อสารมวลชนรู้จักผู้ชมของพวกเขาในรูปของสถิติ แต่ในกรณีนี้พวกเขารู้จักผู้ใช้งานในระดับปัจเจกบุคคล ที่แม่นยำและเต็มไปด้วยข้อมูลมากมายมหาศาล SNS ได้ทำให้การขูดรีดขยายตัวและแทรกซึมเข้าไปทุกมิติของชีวิต

จากข้อเสนอของพวก Autonomist Marxist ที่มองว่าการเกิดขึ้นของแรงงานอวัตถุ นั้นเป็นกระบวนการสลายเส้นแบ่งความรู้ โดยเฉพาะการที่ความรู้นั้นเข้าไปอยู่ในตัวตนของผู้คน (living subject) รวมทั้งการติดต่อสื่อสารของพวกเขา มันทำให้สิ่งเหล่านี้ยากแก่การจำแนก แยกแยะ หรือเก็บรวบรวม มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแม้แต่ในเวลาการพักผ่อน ในพื้นที่ส่วนตัว มันเกิดขึ้นในทุกทุกส่วนเสี้ยงของชีวิตมนุษย์ จากกรอบคิดแบบนี้ทำให้เรายิ่งต้องพิจารณา SNS ในฐานะของเทคโนโลยีที่จะเข้าเกี่ยวข้องกับการผลิตของบรรดาแรงงานเหล่านี้ (ยิ่งเมื่อการผลิตสิ่งต่าง ๆ นั้นเกี่ยวพันกับการติดต่อสื่อสารด้วยแล้ว)

ความสัมพันธ์แบบวิภาษวิธีที่เกิดใน SNS คือ การที่ผู้ชมนั้นสร้างมูลค่าในพื้นที่ที่ห่างไกลจากความแปลกแยก ผุ้ใช้งานสามารควบคุมกระบวนการทำงานและผลิตผลได้ (แต่ไม่ได้เป็นเจ้าของตามกฏหมาย) ลักษณะแบบนี้มันทำให้ผู้ใช้งานนั้นสามารถเชื่อมต่อกับผู้อื่นได้มากขึ้น ซึ่งก็หมายถึงการติดต่อสื่อสารและข้อมูลที่มากขึ้นตามไปด้วย กล่าวอีกอย่างได้ว่า SNS นั้นทำให้ผู้คนติดต่อ แชร์ สร้างเครือข่าย พูดคุย อ่าน ติดตามสิ่งต่าง ๆ ที่ทำให้รู้สึกแปลกแยกน้อยลง แต่ขณะเดียวกันกิจกรรมเหล่านั้นก็เป็นต้นตอของการขูดรีดที่สูงขึ้น หรือมองในมุมกลับการจะขูดรีดให้มากขึ้นนั้นก็ต้องทำให้ผู้คนรู้สึกแปลกแยกให้น้อยลงและติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างข้อมูลให้มากยิ่งขึ้น

สิ่งที่น่าสนใจ คือ ในสายตาของ Fisher แล้วในเงื่อนสภาพแบบทุนนิยมนั้นแรงงานสามารถที่จะมีลักษณะของความแปลกแยกที่น้อยได้ ในขณะที่บน SNS แรงงานรู้สึกว่าตนควบคุมสิ่งต่าง ๆ ได้และแปลกแยกน้อยลงไปพร้อม ๆ กับการถูกแปลงให้เป็นสินค้า

อย่างไรก็ตาม Fisher ได้ตักเตือนถึงการใช้กรอบคิดแบบ Smythe ไว้อย่างน่าสนใจว่า การมองเช่นนั้นเป็นการมองว่าถึงที่สุดแล้วแรงงาน ความสนใจของแรงงานก็จะต้องถูกทำให้กลายเป็นสินค้าอยู่ดี ทั้งที่จริงแล้ว แรงงาน นั้นเป็นเรื่องของความเป็นไปได้ในการสร้างสรรค์ความรู้ อารมรณ์ การติดต่อสื่อสาร ที่จะปรากฏขึ้นบนตัวตนของพวกเขา มันเป็นความเป็นไปได้ของชีวิตและประสบการณ์ ซึ่งทำให้เป็นการยากที่ทุนจะเข้าควบคุมหรือสร้างโครงสร้างที่เบ็ดเสร็จได้

หากกล่าวกันอย่างรวบรัดแล้ว ในสายตาของ Fisher นั้น SNS เป็นพื้นที่ที่มีการดำรงอยู่อย่างวิภาษวิถีของสองสิ่งที่ดูจะขัดแย้งกัน คือ ลักษณะการขูดรีดที่เข้มข้น กับ การถอยห่างจากความแปลกแยกของแรงงาน

LEAVE A COMMENT

0 comment