The Great Divide: ภววิทยาและการแบ่งแยกความรับรู้ของสภาวะสมัยใหม่

The Great Divide: ภววิทยาและการแบ่งแยกความรับรู้ของสภาวะสมัยใหม่

ในบทแรกของหนังสือ Beyond Nature and Culture ของ Philippe Descola[1] นักมานุษยวิทยาชาวฝรั่งเศส ชี้ว่าเราอาจแบ่งการทำความเข้าใจ The Great Divide ซึ่งเป็นการแบ่งแยกครั้งสำคัญของโลก ที่วางกรอบให้กับความเข้าใจในภววิทยาและญาณวิทยาของสังคมสมัยใหม่ได้ออกเป็น 7 มิติ คือ

                 ประการแรก การสร้างความเป็นอิสระให้กับภูมิทัศน์ (autonomy of landscape) Descola ชี้ว่าในยุคกลาง การมองพื้นที่มีลักษณะที่แตกกระจายออกเป็นส่วนๆ และแต่ละส่วนเชื่อมโยงกับระบบสัญลักษณ์ที่อิงกับคติทางจักรวาลวิทยาของศาสนา โดยเฉพาะคริสต์ศาสนา ซึ่งในกรณีของพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกันที่เราจะเห็นว่าการมองพื้นที่และสถานที่นั้นอิงกับกรอบคติของไตรภูมิที่จักรวาลมีหลายชั้นและมีศูนย์กลาง แต่เมื่อเข้าสู่ศตวรรษที่ 15 และ 16 การมองพื้นที่ในโลกตะวันตกเริ่มเปลี่ยนไป พื้นที่กลายเป็นสิ่งที่ถูกเข้าใจได้และมีความเป็นองค์รวมมากขึ้นผ่านสายตาของผู้มอง ซึ่งการมองในลักษณะนี้ทำให้พื้นที่มีความต่อเรื่องเป็นเส้นตรง (linear perspective) มากขึ้น ผ่านระบบกริด (grid) หรือตารางที่พัฒนามาจากวิชาคณิตศาสตร์ มุมมองเช่นนี้ส่งผลให้เราสามารถวาดภาพภูมิทัศน์ในฐานะที่เป็นการจำลองหรือคัดเลือกสิ่งที่เราเห็นเข้ามาอยู่ในกรอบที่มีความต่อเนื่องกับสิ่งที่อยู่นอกกรอบได้ ผลสะเทือนสำคัญที่สุดของการสถาปนาภูมิทัศน์ที่ต่อเนื่องดังกล่าวก็คือ การแยกระหว่างผู้มองและสิ่งที่ถูกมองหรือที่ Descola เรียกว่า “การทำให้สิ่งที่เราเห็นมีความเป็นวัตถุวิสัยมากขึ้น” (objectification) ส่งผลให้มนุษย์ซึ่งเป็นผู้มองสามารถอ้างได้ว่าตนเองสามารถเข้าใจโลกทางวัตถุหรือโลกธรรมชาติในลักษณะที่หยุดนิ่งตายตัวและมีขอบเขต ซึ่งการสร้างภาพดังกล่าวก็ทำให้มนุษย์เชื่อว่าภาพเขียนต่างๆมีความสมจริงมากขึ้น พร้อมกับนั้น ในอีกด้านหนึ่ง กรอบคิดเช่นนี้ก็ทำให้มนุษย์ผู้มองกลายมาเป็นสิ่งที่มีขอบเขตมากขึ้นด้วย

การสถาปนาความจริงที่ “สมจริง” ดังกล่าวของพื้นที่ก็ทำให้ความคิดที่ว่าธรรมชาติเป็นสิ่งที่อยู่นอกจากตัวมนุษย์ และมนุษย์สามารถจำลองหรือสร้างภาพแทนเกี่ยวกับธรรมชาติเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนิวตันพัฒนาแบบจำลองแบบกลไกในฐานะที่เป็นภาพแทนเกี่ยวกับความจริงในเชิงกลศาสตร์ก็ส่งผลให้ความจริงที่สมจริงถูกพัฒนาให้มีความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย แน่นอนว่า ความคิดเช่นนี้ได้ตกทอดมาสู่การเกิดขึ้นของวิชาวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในห้องทดลองซึ่งมักจะอ้างว่าเราสามารถเข้าใจความจริงของสิ่งต่างๆได้ผ่านการควบคุมตัวแปรต่างๆในพื้นที่ปิด ซึ่งพื้นที่ปิดดังกล่าวกลับถูกอ้างโดยนักวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมาว่ามันสามารถสะท้อนความจริงได้มากกว่าการอยู่ในพื้นที่เปิด และความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติดังกล่าวก็มีความเป็นสากลเสียยิ่งกว่าความจริง “จริงๆ” เสียอีก

                 ประการที่สอง การสร้างความเป็นอิสระให้กับกฎเกณฑ์ของสิ่งต่างๆ (autonomy of phusis) สืบเนื่องมาจากการนิยามภูมิทัศน์โดยความรู้แบบสมัยใหม่ให้มีความหมายถึงสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์ การแยกระหว่างโลกทางความคิดกับโลกทางกายภาพคือฐานคติสำคัญของการแยกสิ่งที่เป็นธรรมชาติออกจากสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมชาติ โลกธรรมชาติได้ถูกให้ความหมายใหม่ในฐานะที่เป็นโลกทางกายภาพซึ่งปราศจากความคิดและจิตใจ โลกทางกายภาพ/ธรรมชาติจึงมีสถานะเป็น “สิ่ง” (thing) เท่านั้น มุมมองเช่นนี้ส่งผลให้วิชาวิทยาศาสตร์เริ่มลดทอนความสำคัญของภววิทยาหรือความคิดแบบอื่นๆเช่น animism ที่เชื่อว่าสัตว์และพืชมีความรู้สึกและมีวิญญาณไปสู่การที่สัตว์และพืชปราศจากวิญญาณ แต่เป็นเพียงวัตถุที่ไร้ชีวิตเท่านั้น

ในเวลาต่อมา วิทยาศาสตร์แบบกลไกเริ่มแทนที่การมองธรรมชาติที่มีลักษณะเป็นก้อนเดียวกันไปสู่การแตกโลกธรรมชาติออกเป็นส่วนย่อยๆมากขึ้น ผ่านการสร้างความเฉพาะและจัดแบ่งชิ้นส่วนต่างๆออกในฐานะที่เป็นองคาพยพ (organism) มากขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายถูกแบ่งออกเป็นระบบการหายใจ ระบบเลือด ระบบการย่อยอาหาร ระบบขับถ่าย และระบบสมอง ซึ่งสามารถถูกเข้าใจอย่างแยกขาดออกจากกัน ความก้าวหน้าของความรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์ก็มุ่งไปสู่การหากฎ (laws) ของโลกธรรมชาติที่เชื่อว่าธรรมชาติและระบบย่อยต่างๆนั้นมีกฎของตัวมันเอง หากเรานำเอาคณิตศาสตร์หรือเครื่องมือเทคโนโลยีต่างๆ เช่น กล้องจุลทรรศน์ หรือแม้แต่ระบบแสกน และการตรวจดีเอ็นเอเข้ามาใช้ ก็จะทำให้เราสามารถเห็นกฎอันเป็นสากลของ “สิ่ง” ในธรรมชาติได้ ในแง่นี้ เราจะเห็นว่ากำเนิดของวิชาวิทยาศาสตร์มีความสำคัญอย่างมากต่อการสถาปนาหน่วยที่เรียกว่า “สิ่ง” ให้เกิดขึ้น พร้อมกับการมองว่า “สิ่ง” เป็นสิ่งที่ถูกเข้าใจได้ผ่านการสร้างกฎที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนการมองว่าร่างกายของมนุษย์และสัตว์นั้นมีลักษณะที่เป็นอุดมคติ การสร้างมนุษย์ในอุดมคติหรือมนุษย์แบบเรอเนซองส์มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาของวิทยาศาสตร์ผ่านการใช้คณิตศาสตร์ที่มีความเป็นสากล[2]

ระการที่สาม การสร้างความเป็นอิสระให้แก่อำนาจของการสร้างสรรค์ของมนุษย์ (autonomy of creation) ในส่วนนี้ Descola ชี้ว่า หัวใจสำคัญของสภาวะสมัยใหม่ก็คือการแทนที่พระเจ้าด้วยมนุษย์ ซึ่งในตัวมันเองมีรากมาจากความคิดแบบคริสต์ศาสนาซึ่งเชื่อว่าสิ่งต่างๆในโลกล้วนแล้วแต่เป็นผลของการสร้างสรรค์ของพระเจ้า ซึ่งสถานะของพระเจ้านั้นเป็นสถานะของความเป็นหนึ่งเดียว (the One) การแทนที่พระเจ้าด้วยมนุษย์ในตัวมันเองจึงเป็นการรักษาปรัชญาที่เชื่อว่ามีความเป็นหนึ่งเดียวดำรงอยู่ และเมื่อมนุษย์มีสถานะเป็นผู้สร้าง มนุษย์ก็คือความเป็นหนึ่งเดียวที่ตั้งคำถามไม่ได้ การอ้างความเป็นมนุษย์หรือ humanity จึงเป็นฐานคิดที่ให้ความชอบธรรมกับวิทยาศาสตร์ รวมถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองทั้งหมดตลอดศตวรรษที่ 17 จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะความคิดเรื่องสิทธิและเสรีภาพ การอ้างความสามารถในการเป็นผู้สร้างของมนุษย์ก็ทำให้ขอบเขตและแก่นแกนของความเป็นมนุษย์เริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้นเรื่อยๆ และการแบ่งขั้วระหว่างมนุษย์กับสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ผ่านคุณสมบัติของการเป็นผู้สร้างและสิ่งสร้างก็เริ่มชัดเจน

ฉากหนึ่งในภาพยนตร์ซีรีย์เรื่อง Westworld

ลองพิจารณาภาพวาดของ Michelangelo จะพบว่าเขาให้ความสำคัญอย่างมากกับเหตุการณ์ของการสร้างโลกโดยพระเจ้า ซึ่งมนุษย์เป็นสิ่งสร้างสำคัญของพระเจ้าในวันที่พระเจ้าสร้างโลก (ดูบทที่ 4 เพิ่มเติมที่ Derrida วิเคราะห์การสร้างโลก) ความน่าสนใจของภาพดังกล่าวอยู่ที่การตีความที่แตกต่างกันไป ในภาพยนตร์ซีรีย์ที่ชื่อว่า Westworld (2016) ซึ่งเป็นซีรีย์สที่พูดถึงปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence หรือ AI) ซึ่งเข้าใกล้เคียงกับความเป็นมนุษย์ ในฉากหนึ่งที่วิศวกรผู้สร้างหุ่นยนตร์ AI กล่าวถึงภาพเขียนชิ้นนี้ของ Michelangelo ว่า ให้สังเกตตำแหน่งของพระเจ้าผู้สร้างซึ่งอยู่ด้านขวามือของภาพ อาภรณ์เบื้องหลังของพระผู้สร้างซึ่งมีสีแดงและมีรูปร่างเกือบกลมนั้นเอาเข้าจริงแล้วก็คือภาพแทนของสมองของมนุษย์

ในขณะที่ภาพเขียนนี้ถูกตีความมาตลอดว่าศิลปินให้ความสำคัญกับพระเจ้าในฐานะผู้สร้าง แต่หากมองว่าอาภรณ์สีแดงทรงกลมดังกล่าวคือรูปร่างของสมองของมนุษย์ ภาพนี้จะมีความหมายแตกต่างออกไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในซีรีย์สดังกล่าวซึ่งเล่าเรื่องความขัดแย้งกันและปัญหาความพร่าเลือนระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนตร์ บทสนทนาเกี่ยวกับภาพนี้ช่วยให้เรากลับมาตั้งคำถามใหม่ว่าสิ่งที่ Michelangelo เรียกว่า “ผู้สร้าง” นั้น แท้จริงแล้วคือมนุษย์หรือพระเจ้ากันแน่ แน่นอนว่าในซีรีย์สดังกล่าวชวนให้เราขยับคำถามไปไกลขึ้นอีกคือการถามว่าปัญญาประดิษฐ์สามารถสร้างตัวเองได้หรือไม่โดยปราศจากมนุษย์ ซึ่งนี่เป็นคำถามเดียวกับในศตวรรษที่ 17 เพียงแต่ตัวละครถูกเปลี่ยนไปเท่านั้น

ประการที่สี่ การสร้างความเป็นอิสระของธรรมชาติ (autonomy of nature) จากที่กล่าวไปแล้วถึงความเป็นอิสระของภูมิทัศน์ สิ่ง และการสร้าง เราอาจระบุได้ว่าภูมิทัศน์ สิ่ง และสิ่งสร้างดังกล่าวได้ประกอบกันเข้าเป็นคุณสมบัติของ “ธรรมชาติ” ซึ่งเป็นสิ่งประดิษฐ์ของความรู้ในโลกสมัยใหม่ ภายในกรอบคิดเช่นนี้ ธรรมชาติถูกทำให้มองเห็นได้หรือสร้างภาพแทนได้ พร้อมกับที่มันมีขอบเขตของตัวเอง ซึ่ง Descola กล่าวว่า “สิ่งที่ถูกทำให้ปรากฏขึ้นในช่วงเวลานี้ก็คือความคิดที่ว่าด้วยธรรมชาติในฐานะที่เป็นปริมณฑลในทางภววิทยาที่มีอิสระหลุดลอยจากสิ่งอื่น ธรรมชาติยังมีสถานะเป็นสนามของการหาความรู้และการทดลอง รวมถึงยังกลายมาเป็นวัตถุของการใช้ประโยชน์ของมนุษย์และการปรับเปลี่ยนโดยมนุษย์ด้วย”[3] การสร้างภววิทยาแบบเป็นหนึ่งเดียวหยุดนิ่งให้แก่ธรรมชาติมีผลอย่างสำคัญต่อการพัฒนาความรู้แบบวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ธรรมชาติเป็นภววิทยาที่ตายตัว นั่นก็หมายความว่าการถกเถียงว่าธรรมชาติเป็นอย่างไรอาจจะไม่สำคัญเท่ากับการถกเถียงเกี่ยวกับญาณวิทยาหรือวิธีการหาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ การที่ธรรมชาติมีหนึ่งเดียวก็ส่งผลให้โลกสมัยใหม่หมกมุ่นกับการค้นพบและอ้างว่าตนเองมีวิธีการค้นพบกฎของธรรมชาติได้มากขึ้นเรื่อยๆ ข้อถกเถียงในโลกวิชาการทั้งสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์ก็มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาเครื่องมือหรือเทคโนโลยีในการหาความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ แน่นอนว่าเทคโนโลยี เครื่องมือ ความรู้ และผู้รู้เหล่านี้กลับมองว่าตนเองไม่ใช่ส่วนหนึ่งของธรรมชาติอีกต่อไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “วัฒนธรรม” (culture) มากกว่า

ประการที่ห้า การสร้างความเป็นอิสระให้แก่วัฒนธรรม (autonomy of culture) Descola ชี้ว่ากำเนิดของสิ่งที่เรียกว่า “วัฒนธรรม” นั้นมาทีหลังแต่ก็ควบคู่กับการเกิดขึ้นของธรรมชาติ ในขณะที่วิชาวิทยาศาสตร์อ้างว่าตนเองเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ แต่วิชาอื่นๆในโลกสมัยใหม่ โดยเฉพาะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ซึ่งเป็นสาขาวิชาที่เกิดขึ้นทีหลังนั้นวางอยู่บนการอ้างว่าตนเองกำลังศึกษาและสร้างความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม ซึ่งวัฒนธรรมในที่นี้หมายถึงโลกของความคิดของมนุษย์ที่รวมเอาภาษา สัญลักษณ์ พิธีกรรม กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ความคิด และความเชื่อเข้ามาด้วย ในแง่นี้ ความหมายของวัฒนธรรมจึงผูกโยงกับความคิดแบบมนุษยนิยม (humanism) มาตั้งแต่ต้น

ในทางกลับกัน การเกิดขึ้นของวัฒนธรรมก็คือการบอกว่าสิ่งอื่นๆที่ไม่ใช่มนุษย์นั้นไม่มีวัฒนธรรม สิ่งเหล่านี้ชัดเจนขึ้นเมื่อเราพิจารณาการศึกษาเกี่ยวกับอารยะธรรม (civilization) ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นไม่เกิน 200 ปี การศึกษาอารยะธรรมทำให้ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ได้พัฒนาความคิดหรือวัฒนธรรมของตนเองมาเรื่อยๆตั้งแต่ที่มนุษย์เริ่มรู้จักใช้ไฟเป็นครั้งแรก เช่นเดียวกับวิชาประวัติศาสตร์ซึ่งผูกโยงกับความคิดเรื่องอารยะธรรมและการพัฒนา (development) สมมติฐานเบื้องต้นของอารยะธรรมก็คือการที่มนุษย์มีการพัฒนาความซับซ้อนของโลกทางความคิดมากขึ้นเรื่อยๆผ่านความรู้และเทคโนโลยี การทำความเข้าใจการพัฒนาโลกของความคิดหรือวัฒนธรรมดังกล่าวก็คือที่มาของการสร้างความรู้เกี่ยวกับที่มาของมนุษย์ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เราจะเห็นได้ในงานของ Charles Darwin ที่อธิบายว่ามนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่ผ่านกระบวนการคัดสรรตามธรรมชาติมาให้อยู่รอดและสามารถปรับเปลี่ยนวิวัฒนาการตนเองให้มีความซับซ้อนกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมถึงซับซ้อนกว่ามนุษย์ยุคก่อนหน้านั้น ซึ่งรวมเอามนุษย์ที่อยู่ในสังคมชนเผ่าด้วย

การทำให้วัฒนธรรมผูกโยงกับความคิดเรื่องการพัฒนาและอารยะธรรม รวมถึงการผูกวัฒนธรรมกับมนุษย์ ซึ่งควบคู่กับการทำให้ธรรมชาติหยุดนิ่งตายตัว ก็ทำให้วัฒนธรรมกลายมาเป็นฐานคิดสำคัญของการพัฒนาญาณวิทยาซึ่งมีความหลากหลาย เมื่อธรรมชาติซึ่งเป็นภววิทยามีหนึ่งเดียว วัฒนธรรมซึ่งมีสถานะเป็นญาณวิทยาก็แตกต่างออกไปคือมีความหลากหลาย กรอบคิดเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรมซึ่งแพร่หลายในนักสังคมศาสตร์และนักมานุษยวิทยาในศตวรรษที่ 20 ก็พัฒนาขึ้นจากฐานคิดดังกล่าวนี้เอง ความรู้แบบมานุษยวิทยาก็คือการทำความเข้าใจความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรมซึ่งหมายถึงวิธีการมองโลกและการใช้ชีวิตในโลกที่แตกต่างกันออกไป

                 ประการที่หก การสร้างคู่ตรงข้ามแบบทวิภาวะ (autonomy of dualism) Descola ชี้ว่าจากฐานคิดข้างต้นทำให้การสถาปนาทวิภาวะหรือ duality ของสิ่งต่างๆกลายมาเป็นคุณสมบัติสำคัญของความรู้แบบสมัยใหม่ซึ่งเริ่มตั้งแต่ทวิภาวะระหว่างผู้มองและสิ่งที่ถูกมองหรือภูมิทัศน์ ทวิภาวะระหว่างผู้สร้างกับสิ่งสร้าง ทวิภาวะระหว่างธรรมชาติกับวัฒนธรรม และทวิภาวะระหว่างจิตกับกาย อย่างไรก็ดี ความน่าสนใจอยู่ที่ว่าในขณะที่ฐานคิดแบบวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญกับทวิภาวะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทวิภาวะเป็นตัวบ่งชี้สภาวะคู่ขนานที่ไม่มีวันมาบรรจบกัน ในปรัชญาแบบ Hegelian นั้นให้ความสำคัญอย่างมากกับการหาตัวเชื่อม (mediator) หรือตัวประสานระหว่างคู่ขัดแย้งตรงข้ามของสิ่งต่างๆ ในกรอบคิดเช่นนี้จึงเลี่ยงไม่ได้ที่วิทยาศาสตร์จะยกให้ด้านใดด้านหนึ่งของทวิภาวะมีสถานะเหนือกว่าอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องของลำดับชั้นสูงต่ำมากกว่าที่จะเป็นความเท่าเทียม แน่นอนว่าวิทยาศาสตร์กลับเลือกให้ความสำคัญกับผู้สร้าง วัฒนธรรม และจิตมากกว่าสิ่งสร้าง ธรรมชาติ และกาย ส่งผลให้จิต วัฒนธรรม และผู้สร้างกลายมามีสถานะเป็นตัวเชื่อมสำคัญของคู่ตรงข้าม

ในขณะที่มนุษย์ต่างจากสัตว์ แต่มนุษย์สามารถเข้าใจและควบคุมสัตว์ได้ แต่สัตว์ทำเช่นนั้นกับมนุษย์ไม่ได้ นักวิทยาศาสตร์และนักศึกษาพฤติกรรมสัตว์ก็มักจะเชื่อว่าตนเองเข้าใจสัตว์ที่ตนเองศึกษาได้มากกว่าที่สัตว์จะเข้าใจตัวของมันเอง เช่นเดียวกัน การสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมในฐานะเครื่องมือในการให้ความหมายแก่ธรรมชาติก็ย่อมนำไปสู่การปรับเปลี่ยนและควบคุมธรรมชาติได้ อย่างไรก็ดี John Berger[5] เองก็เสนอว่า ปัญหาสำคัญของโลกสมัยใหม่ก็คือในขณะที่มันเชื่อว่าจะสามารถหาทางประสานทวิภาวะได้ แต่มันก็ล้มเหลวอยู่เสมอ สภาวะสมัยใหม่ก็คือการเผชิญกับข้อจำกัดในตัวมันเองนั่นคือการเผชิญกับสภาวะคู่ขนาน (parallelism) ที่สิ่งต่างๆไม่มีวันมาบรรจบกันได้ผ่านการเชื่อมต่อหรือการสร้างภาพตัวแทน มนุษย์ย่อมไม่มีวันเข้าใจหรือควบคุมสัตว์ได้อย่างสมบูรณ์ และสัตว์เองก็อาจจะพรากเอาชีวิตของมนุษย์ได้เมื่อมันถูกปล่อยออกจากกรงขัง (จะขยายความในบทที่ 4)

                  ประการสุดท้าย การสร้างความเป็นอิสระให้กับโลก (autonomy of worlds) ซึ่งในเบื้องต้นหมายถึงการแยกระหว่าง “โลก” (world) ออกจาก “ดาวโลก” (earth) ในฐานะที่โลกเป็นเรื่องของระบบความหมายและประสบการณ์ แต่ดาวโลกกลับเป็นเรื่องของธรรมชาติที่ไม่มีความหมายในตัวของมันเอง กรอบคิดเช่นนี้ทำให้ดาวโลกที่เต็มไปด้วยปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ เป็นเรื่องที่จะต้องถูกเข้าใจและควบคุมให้ได้ ในปรัชญาแบบปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) ซึ่งให้ความสำคัญกับกระบวนการสร้างโลกนั้นเป็นตัวอย่างหนึ่งของการแยกระหว่างโลกกับดาวโลกออกจากกัน ในขณะที่บ้านของมนุษย์คือระบบความหมายที่มนุษย์สร้างขึ้นเกี่ยวกับตนเองและสภาพแวดล้อม ดาวโลกกลับเป็นเพียงวัตถุของการควบคุมที่ปรากฏการณ์ที่เป็นหายนะทางธรรมชาติกลับอยู่ห่างไกลออกไปและไม่จำเป็นต้องถูกเข้าใจในฐานะระบบความหมายคุณค่า

ความคิดที่เรียกว่า “มนุษยสมัย” หรือ Anthropocene ซึ่งกำลังได้รับการพูดถึงในปัจจุบันเป็นภาพสะท้อนของการกลับมาตั้งคำถามถึงการแบ่งแยกโลกออกจากดาวโลก ในขณะที่ดาวโลกกำลังร้อนขึ้นและปรากฏการณ์โลกร้อนกำลังกระทบกับการใช้ชีวิตของเรามากขึ้นทุกวัน มนุษย์ไม่สามารถปฏิเสธได้อีกต่อไปว่าสภาวะโลกร้อนนั้นเป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงของดาวโลก แต่มันส่งผลสะเทือนถึงการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดและวิธีการใช้ชีวิตในโลกด้วยไปพร้อมๆกัน แน่นอนว่ากรอบคิดแบบวิทยาศาสตร์ดั้งเดิมไม่สามารถหาทางเชื่อมโลกกับดาวโลกเข้ามาหากันได้อย่างง่ายๆ

เราจะเห็นความพยายามของนักปรัชญาสกุล Object-Oriented Ontology (OOO) และนักมานุษยวิทยาชาวอังกฤษอย่าง Tim Ingold ที่พยายามขยายขอบเขตพรมแดนของการเข้าใจ “โลก” ออกไปให้ไกลมากขึ้น ในขณะที่ OOO เน้นการให้ความสำคัญกับวัตถุและดาวโลก Ingold กลับช่วยเราในการขยายความเข้าใจเกี่ยวกับโลกเสียใหม่โดยชี้ให้เห็นว่าโลกมีความหมายถึงกระบวนการอาศัยอยู่ร่วมกันกับสิ่งแวดล้อม และในขณะที่เรากำลังอาศัยอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อม เราก็มีส่วนสร้างสิ่งแวดล้อมขึ้นมาด้วยเช่นกัน ซึ่งเราจะขยายความเรื่องนี้ในบทต่อๆไป

[1] Philippe Descola, Beyond Nature and Culture (Chicago and London: University of Chicago Press, 2014), pp. 57-88.

[2] เจอรัลดีน เอ จอห์นสัน, ศิลปะเรอเนซองส์: ความรู้ฉบับพกพา (กรุงเทพฯ: โอเพ่นเวิลด์ส, 2557)

[3] Philippe Descola, Beyond Nature and Culture, p. 69.

[4] Rene Descartes, “I think, therefore I am . . .,” in Isaac Kramnick ed., The Portable Enlightenment Reader (London: Penguin Books, 1995), pp. 181-184.

[5] John Berger, Why Look at Animals? (London: Penguin Books, 2009)

LEAVE A COMMENT

0 comment