มูลค่าแรงงานในยุคดิจิตัลในข้อเสนอของ Brice Nixon

มูลค่าแรงงานในยุคดิจิตัลในข้อเสนอของ Brice Nixon

ผู้เขียน: รวิพล ลี้มิ่งสวัสดิ์

ในงานของ Brice Nixon ที่อยู่ในหนังสือ Reconsidering Value and Labour in the Digital Age นั้นเริ่มต้นด้วยการชี้ว่ากรอบความคิดแบบ digital labour นั้นละเลยการวิเคราะห์ถึงสิ่งที่เรียกว่า audience labour หรือแรงงานผู้ชม อันเป็นกรอบคิดที่ใช้หมายถึง บรรดากิจกรรมของผู้ชมในการอ่าน, ฟัง, ดู ที่มีนัยของการบริโภคความหมาย กรอบคิดแบบนี้ถือว่ากิจกรรมที่ว่านั้นเป็นงานแบบหนึ่งนั้นเอง

กรอบคิดเรื่อง audience labour นั้นถูกเสนอขึ้นมาในงานของ Dallas Smythe ในปี 1977 เมื่อเขาอ้างว่ากรอบคิดของบรรดา Marxist ตะวันตกนั้นไม่ยอมที่จะตั้งคำถามถึงบทบาทหน้าที่เชิงเศรษฐกิจของทุนการสื่อสาร เอาแต่ถามถึงบทบาทหน้าที่เชิงอุดมการณ์ สำหรับ Smythe แล้วการตอบคำถามนั้นทำได้เมื่อถามถึง ว่าอะไรคือรูปแบบสินค้าที่อยู่ในระบบเช่นว่านั้น

เขาบอกว่ารูปแบบสินค้าอันเป็นหน่วยพื้นฐานที่สุดนั้นคือสิ่งที่เรียกว่า สินค้าผู้ชม หรือ audience commodity ซึ่งสำหรับเขาแล้วสิ่งนี้ก็เป็นความสามารถของบรรดาผู้ชมที่จะให้ความสนใจ (pay attention) หรือมันก็คือกำลังแรงงานแบบหนึ่งนั้นเอง หรือมันอาจหมายถึงบรรดาเวลาที่ถูกใช้ไปในกิจกรรมพวกนั้นอย่างข้อเสนอของ Sut Jhally และ Bill Livant แต่สำหรับคนอย่าง Nixon นั้นดูจะตั้งคำถามต่อการขาดความใส่ใจที่จะตอบว่ากำลังแรงงานเหล่านั้นกลายเป็นสินค้าได้อย่างไรของกรอบคิดแบบนี้

ในสายตาของ Nixon แล้วการมาของกรอบคิดแบบ digital labour โดยเฉพาะที่วางบนเรื่อง free labour นั้นก็เป็นสิ่งที่ทำให้ กิจกรรมการบริโภคความหมายของผู้ชมนั้นยิ่งถูกละเลยมากยิ่งขึ้น กรอบคิดแบบนี้ให้ความสนใจกับกระบวนการตรวจจับ (surveillance) บรรดาความสนใจของผู้ใช้งานในฐานะหนทางในการสร้างผลกำไรผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูลการติดต่อสื่อสาร

อย่างเช่นงานของ Fuchs รวมทั้งกรอบความคิดที่เสนอถึงการแย่งยึดเนื้อหาที่ถูกสร้างโดยผู้ใช้งานที่ทำงานบนโลกดิจิทัล ซึ่ง Nixon เห็นว่ากรอบคิดพวกนี้ผิดพลาดพอพอกับที่ Smythe ไม่ยอมฉายให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการขูดรีดและการสะสมทุน ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ชี้ถึงความสัมพันธ์ของทุนและกิจกรรมการทำงานเหล่านั้นให้ชัดเจน โดยเฉพาะส่วน audience labour Nixon ชี้ว่ากระบวนการติดต่อสื่อสารของผู้คนนั้นเป็นอะไรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการหมุนเวียนและการสะสมทุน มันเป็นกระบวนการขูดรีด audience labour ที่ไม่ถูกอธิบาย

เพื่อตอบคำถามถึงว่าลักษณะทั่วไปของกระบวนการใช้แรงงานของผู้ชม (audience labour process) และ ผลผลิตของกระบวนการที่ว่าคืออะไร Nixon นั้นนำเอากรอบคิดแบบของวัฒนธรรมศึกษา โดยเฉพาะตัวแบบ encoding/decoding ของ Hall มาใช้ เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการสร้างความมหายในห้วงขณะการบริโภคของบรรดาผู้ชม ผู้ชมจึงกลายเป็นผู้ชมที่ตื่นตัว (active audience) พวกเขานั้นต่างบริโภคและผลิตความหมายเชิงอัตวิสัยของพวกเขา (subjective meaning) ผลผลิตของกระบวนการที่ว่านั้นจึงเป็นความหมาย

นอกจากนี้ Nixon ยังเห็นว่าการปรับใช้การวิเคราะห์เรื่องกระบวนการใช้แรงงานของ Marx นั้นจะช่วยทำความเข้าใจกระบวนการสร้างความหมายผ่านการบริโภคของผู้ชมได้ดียิ่งขึ้น โดยที่ Nixon ชี้ว่าในกระบวนการใช้แรงงานนั้นมีส่วนประกอบสามส่วน คือ 1) audience labour 2) the object of audience labour หรือ วัตถุของกระบวนการที่ว่า และ 3) the instrument of audience labour หรือเครื่องมือสำหรับกระบวนการนั้น ซึ่งวัตถุของกระบวนการที่ว่านั้นคือ วัฒนธรรม หรือความหมายนั้นเอง

ส่วนเครื่องมือที่ว่านั้นก็หมายถึงบรรดาสื่อกลางที่ผู้ชมนั้นใช้เพื่อการบริโภค มันเป็นเงื่อนไขชองการเกิดกระบวนการบริโภค แน่นอนว่าสื่อกลางที่ว่านับรวมตั้งแต่ หู, ตา ไล่เรียงไปจนถึงกระดาษ, web browser, website ซึ่งทั้งวัตถุและเครื่องมือที่ว่านั้นนับรวมกันเป็นปัจจัยในการผลิต สิ่งหนึ่งที่ Nixon ชี้และย้ำเตือนตลอด คือ ผลผลิตของกระบวนการนี้มีลักษณะเป็นอัตวิสัย มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะแปลงสิ่งพวกนี้ให้กลายเป็นสินค้า ซึ่งสภาพแบบนี้มันส่งผลต่อกระบวนการสะสมทุนและกระบวนการผลิตด้วย

ลักษณะการมองเรื่องผลผลิตในเชิงอัตวิสัยของ Nixon นั้นนำไปสู่ความคิดที่ว่าบรรดาทุนสื่อสารนั้นจะสกัดเอามูลค่าได้จากการเข้าไปควบคุม the object of audience labour มันจึงเป็นการแสวงการการจัดสรรมูลค่าใหม่ที่ได้มาจากทั้งแรงงานที่จ่ายในรูปค่าเช่า มากเท่าเท่ากับที่ได้จากทุนแบบอื่นผ่านการโฆษณา แม้ว่า Nixon จะมองถึงความเป็นอัตวิสัยของผลผลิต แต่มันก็ใช่ว่าจะปลอดเร้นจากการขูดรีด โดยเฉพาะการเข้าไปถือครองเหนือปัจจัยการผลิตทั้งในส่วนวัตถุ (วัฒนธรรม) และเครื่องมือ (สื่อกลาง) ของบรรดาทุนสื่อสาร และก็ด้วยกรอบคิดเรื่อง ความเป็นเจ้าของ (ownership) นั้นเองที่ทำให้บรรดาแรงงานที่มีลักษณะความเป็นอัตวิสัย มีความเฉพาะของแต่ละคนถูกนำพาเข้าสู่กระบวนการสะสมและเคลื่อนย้ายทุน

กรอบคิดแบบนี้ทำให้เกิดผู้ที่มีและไม่มีปัจจัยการผลิต แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าในเมื่อวัตถุที่ว่าคือวัฒนธรรม และโดยตัวมันเองไม่ใช่สินค้าที่ถูกบริโภคแล้วหมดไป กล่าวอีกอย่างคือไม่ใช่ว่าการบริโภคของคนหนึ่งคนจะไปขัดขว้างคนอีกหนึ่งคน สภาพเชิงวัตถุของสิ่งพวกนี้แท้จริงแล้วไม่ได้ถูกบริโภคล้วนมลายหายหมดไปหากแต่มันอยู่ในฐานะที่ “ถูกใช้” เป็นวัตถุในกระบวนการสร้างความหมายเชิงอัตวิสัยเท่านั้น

ด้วยลักษณะแบบนี้การถือครองสิ่งนี้จึงไม่ใช่การขายสิทธิ หรือถ่ายโอนสิทธิเหนือวัตถุที่ว่า หากแต่เป็นเพียงการจ่ายเงินเพื่อ “เข้าถึง” (access) วัตถุที่ว่านั้น มันปรากฏกายในฐานะของค่าเช่านั้นเอง Nixon ยกตัวอย่างว่า เราซื้อหนังสือมานั้น เรากลับไม่ได้เป็นเจ้าของความคิด (ในฐานะวัตถุที่ใช้ในกระบวนการสร้างความหมาย) ที่ปรากฏในรูปของตัวอักษรบนหน้ากระดาษ เราได้แต่ความเป็นเจ้าของหนังสือเชิงกายภาพ ความคิดที่บรรจุภายในนั้นยังติดอยู่กับลิขสิทธิของเจ้าของอยู่ดี การที่กระบวนการสร้างความหมายแบบนี้นั้นต้องพึ่งพาวัตถุเหล่านั้นทำให้มันสร้างมูลค่าแก่ผู้ที่ถือครองความเป็นเจ้าของมัน บรรดาปัจเจกบุคคลที่ปรารถนาจะเข้าถึงแหล่งทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่ถูกถือครองอยู่ ก็กลายเป็นแรงงานผู้ชม กระบวนการบริโภคเหล่านั้นได้กลายเป็นกิจกรรมแห่งการขูดรีดที่กระทำต่อแรงงานเหล่านั้นตรง ๆ

แต่ในโลกดิจิทัลนั้น บรรดาทุนสื่อสารกลับฉวยเอามูลค่าส่วนเกินจากผู้โฆษณา และให้บรรดาแรงงานผู้ชมนั้นสามารถเข้าถึงวัตถุของกระบวนการบริโภคได้ฟรี ในขณะที่พวกมันก็แสดงอำนาจเหนือบรรดาแรงงานผู้ชมในโลกดิจิทัลโดยวางอยู่บนเรื่องสิทธิบัตรและอำนาจเชิงข้อตกลงรวมทั้งเรื่องของเทคโนโลยีมากกว่า ในกระบวนการแบบนี้นั้น บรรดาผู้โฆษณานั้นได้รับแต่เพียงการมีอิทธิพลแรงจูงใจที่จะทำให้ผู้ชมนั้นผลิตสร้างความหมายให้เป็นไปตามที่พวกเขาต้องการ

ด้วยการเปลี่ยนลักษณะของวัตถุของกระบวนการบริโภคความหมายบางประการเพื่อสร้างอิทธิพลเหนือผู้บริโภค แต่ผู้เขานั้นหาได้เป็นเจ้าของวัตถุของกระบวนการบริโภคพวกนี้ พวกเขาได้รับแต่เพียง “พื้นที่” และ “เวลา” ที่ผู้ถือครองนั้นให้เช่า หรือก็คือเป็นการแบ่งส่วนหนึ่งของวัตถุเหล่านั้นที่ทุนสื่อสารถือครองให้เช่า มันจึงไม่เหมือนการเช่นในกรณีของแรงงานผู้ชมเพราะพวกหลังเช่าเพื่อเข้าใช้งาน

ในขณะที่ทุนสื่อสารขูดรีดผู้โฆษณา มันก็ได้ใช้อำนาจควบคุมเหนือแรงงานผู้ชมไปพร้อม ๆ กัน และได้ทำให้ส่วนหนึ่งของวัตถุในกระบวนการสร้างความหมายให้กลายเป็นการโฆษณา ในขณะเดียวกันนั้นผู้โฆษณานั้นหาได้แสวงหาความเป็นเจ้าของเหนือปัจจัยการผลิตพวกนี้ พวกเขาแสวงหาแต่เพียงหลักประกันถึงผลลัพธ์ในอนาคต หรือบรรดาความหมายที่จะออกมาจากแรงงานพวกนี้ ปมปัญหาเรื่องความเป็นเจ้าของจึงสะท้อนให้เห็นถึงการจัดสรรมูลค่าที่เกิดขึ้นในกระบวนการบริโภคความหมายของบรรดาผู้ชม

LEAVE A COMMENT

0 comment