ชีวิตของมนุษย์ในกระแสเสรีนิยมใหม่: การมีชีวิตที่ไม่ได้ใช้ชีวิต

ชีวิตของมนุษย์ในกระแสเสรีนิยมใหม่: การมีชีวิตที่ไม่ได้ใช้ชีวิต

ผู้เขียน: ภาณุพงศ์ พิบูลยรัตนกิจ

 

ในปัจจุบัน การมีวิถีชีวิตที่ต้องดิ้นรนหรือใช้เวลาชีวิตไปกับการทำงานให้มากเท่าที่จะทำได้เพื่อแสวงหา “เงิน” ซึ่งสิ่งจำเป็นในการมีชีวิตอยู่ ให้เพียงพอต่อการมีชีวิตอยู่ได้อย่างมั่นคง กลายเป็นเรื่องที่ผู้คนเข้าใจว่าเป็นธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ไปเสียแล้ว เนื่องจากทุกสิ่งทุกอย่างถูกทำให้มีมูลค่าที่วัดได้โดยเงิน และการได้มาซึ่งสิ่งเหล่านั้น พวกเราต้องหาเงินและใช้เงิน “ซื้อ” สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้น ทั้งเพื่อที่จะตอบสนองความปรารถนาของตนเอง และเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่รอด เพราะแม้กระทั่งการเข้าถึงสิ่งจำเป็นในการใช้ชีวิตอย่าง อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และการรักษาพยาบาล รวมไปถึงสิ่งที่ถูกกำหนดให้เป็นวิถีทางที่จำเป็นต่อการสร้างความสามารถในการใช้ชีวิตหรือความสามารถในการหาเงินอย่าง การศึกษา ที่เพียงพอต่อการอยู่รอดปลอดภัย พวกเราก็ต้องแสวงหาเงินมาซื้อมันด้วยตนเองทั้งหมดอย่างหลีกเลียงไม่ได้ ทุกสิ่งทุกอย่างกลายเป็น “สินค้า” ไปทั้งหมด ทำให้ “การหาเงินเพื่อนำไปซื้อสินค้า” กลายเป็นกิจกรรมที่สำคัญและจำเป็นที่สุดในชีวิต ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ใช้เวลาชีวิตไปในสัดส่วนที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับกิจกรรมอื่น ๆ ในชีวิต ทั้ง ๆ ที่ ไม่ใช่กิจกรรมที่ผู้คนแต่ละคนมีความปรารถนาที่จะทำมันด้วยตนเองเลย เป็นเรื่องปกติที่เข้าใจได้ว่า ไม่ว่าคุณจะชอบทำอะไร ชอบต่อยมวย เล่นฟุตบอล ทำอาหาร วาดภาพ ท่องเที่ยว อ่านหนังสือปรัชญา คิดค้นสิ่งประดิษฐ์ ทำงานวิจัย หรือชอบไปนั่งกินขนมชิค ๆ ในร้านกาแฟเก๋ ๆ คุณก็จะไม่สามารถใช้เวลาไปกับสิ่งที่คุณชอบได้มากเทียบเท่าหรือใกล้เคียงกับเวลาชีวิตที่คุณต้องเสียไปกับการทำงานหาเงินได้เลย ซึ่งวิถีชีวิตเช่นนี้ และปรากฏการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ที่เกิดขึ้นอย่างเป็นปกติในชีวิตของมนุษย์ปัจจุบันเป็นสิ่งที่อธิบายได้ด้วยมโนทัศน์(concept) ทางเศรษฐศาสตร์การเมืองชุดหนึ่งที่เรียกว่า “เสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism)”

เสรีนิยมใหม่เป็นแนวคิดที่นำเสนอตัวเองผ่านฐานคิดทางเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่อย่าง แนวคิดทางเศรษฐศาสตร์แบบเสรีนิยม หรือเศรษฐศาสตร์แบบคลาสสิค ที่เป็นต้นกำเนิดระบบเศรษฐกิจซึ่งน่าจะคุ้นหูคุ้นตากันเป็นอย่างดี นั่นก็คือ “ทุนนิยม(Capitialism)” วิถีทางทางเศรษฐกิจที่ให้ความสำคัญกับ การผลิต การแลกเปลี่ยน การถือครองทรัพย์สินส่วนบุคคล การแข่งขันในตลาด และกลไกราคา ด้วยหลักคิดที่ว่า การผลิตเพื่อแลกเปลี่ยนที่เกิดขึ้นผ่านการแข่งขันกันระหว่างปัจเจกบุคคลแต่ละคนในระบบเศรษฐกิจโดยมุ่งไปที่ประโยชน์ของตนเองด้วยทรัพย์สินและความสามารถของแต่ละคนเองจะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ และผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจนั้น ๆ จะตกไปสู่ทุกคนในสังคมเอง ผ่านการทำงานของกลไกราคา (Clarke, 2005, p.166; Heilbroner, 2008)

โดยทุนนิยมเริ่มกลายมาเป็นชุดความคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่มีอิทธิพลในฐานะชุดความคิดทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักของโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ช่วงของการปฏิวัติอุตสาหกรรม (ค.ศ.1760-1840) (Beckert, 2014, p.84) ที่มาพร้อมกับกระบวนการโลกาภิวัฒน์(Globalization) จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะหลังจากการเอาชนะความท้าทายครั้งใหญ่ที่เรียกว่า ระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม(Socialism) ที่ก่อตัวขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 20 ผ่านชัยชนะของสหรัฐอเมริกาในการต่อสู้ทางอุดมการณ์ที่เรียกว่า สงครามเย็น(Cold war) ที่จบสิ้นลงในช่วงปี ค.ศ.1989-1991 ด้วยความสามารถในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่มากกว่าสังคมนิยมอย่างเห็นได้ชัด พร้อมกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต พี่ใหญ่ผู้นำการเผยแพร่กระแสสังคมนิยม ซึ่งอิทธิพลหลังจบสงครามของสหรัฐอเมริกาและอังกฤษที่เป็นผู้นำกระแสเสรีนิยมใหม่ ชุดความคิดสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบตลาดอย่างสุดโต่ง มาสู่โลกในช่วงปี 1970s ส่งผลให้เสรีนิยมใหม่ กลายเป็นชุดความคิดกระแสหลักของโลกไปพร้อมกันกับความนิยมของทุนนิยมจนถึงปัจจุบัน (James & Gills, 2007; Jones, Parker, & Bos, 2005, p.100)

อย่างไรก็ตาม ทุนนิยมตามหลักคิดของเสรีนิยมเดิมสร้างเพียงแนวทางปฏิบัติทางเศรษฐกิจเพื่อผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่ก้าวหน้าเพียงเท่านั้น แต่เสรีนิยมใหม่เป็นแนวคิดที่ไปไกลกว่านั้น เสรีนิยมใหม่เป็นแนวคิดที่สร้างแนวทางปฏิบัติให้กับทุกพื้นที่ของชีวิตให้เป็นไปเพื่อผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ ด้วยหลักคิดพื้นฐานที่ว่า “ชีวิตที่ดี” ของมนุษย์จะเกิดขึ้นได้จากความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ หรือความสามารถในการสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น (Harvey, 2005, p.2) และความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นได้ผ่านวิถีทางทางเศรษฐกิจแบบทุนนิยมดังที่กล่าวข้างต้น

หมายความว่า ชีวิตที่ดีของมนุษย์จะเกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนให้ปัจเจกบุคคลในระบบเศรษฐกิจสามารถแข่งขันกันได้อย่างเสรีตามความสามารถและทรัพยากรของแต่ละคนเองอย่างเต็มที่ภายใต้การควบคุมของกลไกราคา โดยกลไกราคาจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อปัจเจกบุคคลอยู่ในภาวะที่มีเสรีภาพและความเสมอภาคในการแข่งขันในตลาด หรือที่เรียกว่า “ตลาดแข่งขันสมบูรณ์” (Kirzner, 2007, p.289-291) ซึ่งแนวคิดเสรีนิยมใหม่มองว่าการจะสร้างระบบเศรษฐกิจที่เข้าใกล้ภาวะตลาดแข่งขันสมบูรณ์ให้ได้มากที่สุดนั้น รัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซงหรือมีบทบาทใด ๆ ต่อปัจเจกบุคคลหรือหน่วยเศรษฐกิจต่าง ๆ และต่อตลาด ไม่ควรเข้าไปยุ่งกับทรัพย์สินส่วนบุคคล รัฐมีหน้าที่เพียงแค่ต้องขัดขวางสิ่งที่จะเข้ามาแทรกแซงตลาดเท่านั้น ในขณะที่ปัจเจกบุคคลก็ควรที่จะใช้ความสามารถและทรัพยากรทั้งหมดที่มีไปกับการแข่งขันสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพื่อให้ได้มาซึ่งชีวิตที่ดี หลักคิดเช่นนี้แสดงถึงความพยายามของเสรีนิยมใหม่ในการลดทอนความสำคัญของสิ่งอื่น ๆ ทั้งหมดในชีวิตมนุษย์ที่ไม่ใช่เรื่องทางเศรษฐกิจให้อธิบายได้หรือแก้ปัญหาได้ด้วยวิถีทางทางเศรษฐกิจ และเป็นการเพิ่มความสำคัญของเรื่องทางเศรษฐกิจให้ไม่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์หรือของสังคมมนุษย์ แต่ให้กลายเป็นทั้งหมดของชีวิตมนุษย์และสังคมมนุษย์ (Brown, 2015, p.31-34)

เสรีนิยมใหม่ไม่ได้เข้ามาประกาศหรือพูดกรอกหูผู้คนแต่ละคนให้เชื่อและใช้เวลาชีวิตทั้งหมดเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่แนวคิดเสรีนิยมใหม่ทำให้โครงสร้างสังคมเปลี่ยนแปลงไปตามหลักการดังกล่าวได้ด้วยชุดนโยบายทางเศรษฐกิจที่ประกอบไปด้วยการลดกฎเกณฑ์ในการทำธุรกรรมทางเศรษฐกิจให้น้อยที่สุด(deregulation) การเปิดเสรีทางการค้าระหว่างประเทศ (liberalization) การแปรรูปรัฐวิสาหกิจหรือกิจการเกี่ยวกับสินค้าสาธารณะให้กลายเป็นกิจการของเอกชน(privatization) และการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง(stabilization) ผ่านการลดการใช้จ่ายของภาครัฐซึ่งหมายรวมถึงสวัสดิการต่าง ๆ ที่จะให้แก่ประชาชน อีกทั้งยังมีการลดอัตราภาษีที่เก็บจากประชาชนอีกด้วย เพื่อเป็นการรักษาและเสริมความเข้มแข็งให้กับสิทธิในการถือครองทรัพย์สินส่วนบุคคลของประชาชนแต่ละคน (Ibid, p.28; Kotz, 2000, p.1-2)

ชุดนโยบายทางเศรษฐกิจดังกล่าวได้สร้างโครงสร้างสังคมที่ทำให้มนุษย์เปราะบางจนไม่สามารถต่อรองใด ๆ กับใครได้ ด้วยการโยนมนุษย์เข้าไปอยู่ในภาวะแห่งความเสี่ยงที่มนุษย์ต้องรับผิดชอบมันด้วยตัวเอง จากการตัดสวัสดิการในสิ่งจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่รัฐควรจะให้และประชาชนควรจะได้เพื่อเป็นการทำตามหน้าที่ของรัฐในการประกันความมั่นคงในชีวิตให้แก่ประชาชนให้เหลือน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะที่การขยายตัวของพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่แปรสภาพทุกอย่างเป็นสินค้าได้ทำให้เงินเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตมนุษย์ในฐานะสิ่งจำเป็นในการเข้าถึงสิ่งของหรือทรัพยากรต่าง ๆ และวิถีทางเดียวที่จะได้เงินมาก็คือการทำงาน ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดและสร้างความมั่นคงให้กับชีวิตตนเองด้วยหาเงินให้ได้มากที่สุด โดยการใช้เวลาชีวิตทั้งหมดไปกับการเพิ่มมูลค่าให้กับตนเอง และการทำงาน เพื่อเอาตัวรอดจากความเสี่ยงที่จะไม่มีเงินอย่างไม่มีทางเลือก

ด้วยความเปราะบางของมนุษย์ดังกล่าว มนุษย์จึงถูกออกแบบวิถีชีวิตที่จำเป็นต้องปฏิบัติตามตั้งแต่เกิดจนตายเพื่อให้สามารถมีชีวิตรอดได้นานที่สุด ตั้งแต่วัยเด็กเราจะถูกอบรมสั่งสอนและพัฒนาให้เป็นมนุษย์ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงเป็นหลัก ด้วยวิธีคิดแบบเสรีนิยมใหม่ที่ฝังอยู่ทั้งในพ่อ แม่ พี่น้อง ญาติ ๆ ทั้งหลาย และในระบบการศึกษา สิ่งเหล่านี้จะเตรียมตัวเด็กคนหนึ่งให้โตไปเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถหาเงินให้ได้มากเข้าไว้เป็นสำคัญ เด็ก ๆ จะถูกปลูกฝังให้มีความต้องการที่จะโตไปประกอบอาชีพที่มีค่าตอบแทนสูงและมีความมั่นคง เช่น หมอ วิศวกร เภสัชกร นักบัญชี หรือข้าราชการ เป็นต้น และจะทำลายความฝันอื่นของเด็ก ๆ ไปจนหมดสิ้น หากความฝันของเด็ก ๆ เหล่านั้นไม่ใช่สิ่งที่สามารถหาเงินได้มากเพียงพอต่อการมีชีวิตที่สะดวกสบาย การเรียนในสิ่งที่ถูกเข้าใจว่าไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากพออย่างปรัชญา ประวัติศาสตร์ ศิลปะ หรือดนตรี จะถูกทำให้ไม่สำคัญและไม่ควรทำ เมื่อเด็ก ๆ นำเสนอความฝันของพวกเขา พวกเขาก็จะถูกตอบกลับด้วยประโยคทำลายความฝัน อย่างเช่น “เรียนพวกนั้นแล้วจะไปทำอะไรได้?” “โตไปจะหาเงินอย่างไร?” และ“ทำงานแบบนั้นจะเอาอะไรกิน?” เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม วัยเด็กจะเป็นวัยสำหรับการเพิ่มมูลค่าให้ตนเองสำหรับเด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่มีกำลังทรัพย์มากเพียงพอเท่านั้น เด็กที่ครอบครัวมีเงินมากพอที่จะส่งเสียให้เรียนหนังสือก็จะโตมาด้วยการใช้เวลาชีวิตส่วนใหญ่ในวัยเด็กไปกับการเรียนสิ่งที่ไม่ได้ต้องการเรียน ทำสิ่งที่ไม่ได้ต้องการทำ เพื่อให้สามารถโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่หาเงินได้มากพอที่จะมีชีวิตอยู่ผ่านการทำงานสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจต่อไป ในขณะที่เด็กที่ครอบครัวมีเงินไม่มากพอก็จะต้องเริ่มต้นกิจกรรมแบบเสรีนิยมใหม่ คือ การทำงานหาเงินมาซื้อชีวิต ตั้งแต่ยังเด็ก แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเด็กเหล่านั้นจะเกิดในครอบครัวแบบใด หากพวกเขาเกิดขึ้นมาในสังคมเสรีนิยมใหม่ ความฝันของพวกเขาก็จะถูกทำลายลงไปทั้งหมดไม่ต่างกัน

เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน ไม่ว่าชีวิตวัยเด็กจะเป็นอย่างไร ได้ถูกเตรียมพร้อมมาเพื่อเข้าสู่ตลาดหรือไม่ ทุกคนจะถูกผลักดันเข้าไปทำงานในระบบทั้งสิ้น โดยในช่วงวัยที่ร่างกายมนุษย์เติบโตเต็มที่นี้เองที่มนุษย์จะถูกดึงเอาเวลาชีวิตไปมากที่สุด พวกเขาจะถูกทำให้คิดว่าช่วงวัยนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่พวกเขาจะทำงานหาเงินได้เพียงพอต่อการมีชีวิตตลอดช่วงชีวิตของพวกเขารวมไปถึงในวัยเกษียณ ด้วยความกลัวในความเสี่ยงที่จะไม่มีเงินใช้ในวัยเกษียณ พวกเขาจะใช้เวลาทั้งหมดอย่างเต็มที่ไปกับการหาเงินทั้งเพื่อมีชีวิตอยู่รอดในปัจจุบันแต่ละวันและในอนาคต เป้าหมายในชีวิตของพวกเขาที่ได้ถูกทำลายไปในวัยเด็กและถูกแทนที่ด้วยคำว่า “ความสำเร็จ” คำที่ในปัจจุบันได้ถูกความเป็นเสรีนิยมใหม่ก่อร่างนิยามของมันขึ้นมาใหม่อย่างสำเร็จรูป โดยจะเห็นได้อย่างเป็นปกติว่าหนังสือ How to ต่าง ๆ ที่พูดถึงเคล็ดลับในการประสบความสำเร็จในชีวิตที่เรียงรายอยู่เต็มชั้นหนังสือในร้านหนังสือชั้นนำทั้งหลายล้วนพูดถึงเคล็ดลับในการหาเงินหรือการกลายเป็นคนรวยทั้งสิ้น คำว่าความสำเร็จในที่นี้จึงหมายถึง ผู้ที่มีเงินจำนวนมาก ซึ่งมากในระดับที่เพียงพอต่อการมีความมั่นคงในชีวิตตลอดช่วงชีวิตที่เหลืออยู่โดยที่ไม่ต้องดิ้นรนทำงานมากนัก เมื่อเป้าหมายในการใช้ชีวิตถูกกำหนดให้เป็นการแสวงหาความมั่นคงในชีวิต การกระทำและการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ ที่พบเจอในแต่ละวันจึงถูกลดทอนความสำคัญลงด้วยเหตุผลเรื่องความมั่นคงในชีวิตทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเดินทาง การทำในสิ่งที่ชอบ หรือแม้กระทั่งความรักและการสร้างครอบครัว เพราะการทำงานไม่ว่าจะเป็นงานในด้านใด วิศวกรรม ศิลปะ ดนตรี วรรณกรรม การสื่อสารมวลชน หรือการเมืองการปกครอง ผลงานที่เกิดขึ้นจากศาสตร์ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนถูกลดทอนให้มีเป้าหมายเพื่อการค้า เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เกิดขึ้นเพื่อตอบสนองอุปสงค์ของตลาด ไม่ใช่เพื่อเป้าหมายของศาสตร์นั้น ๆ เอง ไม่ใช่เพื่อสร้างผลงานศิลปะที่มีคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ เพลงที่ไพเราะสื่อสารอารมณ์ของผู้ประพันธ์ ไม่ใช่เพื่อเป็นสื่อกลางในการนำเสนอเรื่องราวสำคัญที่เกิดขึ้นในสังคมไปสู่คนในสังคม และไม่ใช่เพื่อสร้างระบบการปกครองที่ประกันสิทธิเสรีภาพ และความมั่นคงในชีวิตให้กับประชาชน

นอกจากนี้มนุษย์จะไม่สามารถเดินทางไปในที่ที่อยากไปและทำในสิ่งที่อยากทำได้อย่างเสรี หากสถานที่ที่จะไปและสิ่งที่จะทำส่งผลให้เงินที่มีอยู่หรือเงินที่จะหาได้ไม่เพียงพอต่อการมีความมั่นคงในชีวิต อีกทั้งเรื่องฐานะทางการเงินจะเข้ามามีส่วนสำคัญในการตัดสินใจเลือกคู่ครองที่จะมาสร้างครอบครัวด้วยกันแทนที่ความรัก คู่รักจำนวนมากจำต้องแต่งงานกันด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ ในขณะที่คู่รักจำนวนมากจำต้องพรากจากกันด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน

สุดท้ายแล้ว ชีวิตของมนุษย์ในกระแสเสรีนิยมใหม่จะมีอยู่เพียงเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะกลายเป็นผลประโยชน์ของชนชั้นนำทางเศรษฐกิจเท่านั้น มนุษย์ถูกใช้ให้ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดด้วยตนเองและทำงานเพื่อผลประโยชน์ของชนชั้นนำไปพร้อม ๆ กัน เสรีนิยมใหม่ทำให้ชีวิตมนุษย์มีอยู่เพื่อเป็นผู้ผลิตและผู้บริโภคหรือเป็นอุปสงค์และอุปทานส่วนเพิ่มให้กับตลาดเพื่อให้เศรษฐกิจเติบโต ใครที่เป็นไม่ได้ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมีชีวิตอยู่ กล่าวคือ มนุษย์มีชีวิตอยู่และใช้เวลาชีวิตทั้งหมดไปกับการรักษาชีวิตแรงงานคนหนึ่งและผู้บริโภคคนหนึ่งให้กับนายทุนเท่านั้น มนุษย์ไม่เคยมีเสรีภาพเป็นของตนเองหากไม่มีเงินมากเพียงพอ และแม้ว่าจะมีบางคนที่เก่งกาจตามแบบฉบับของมนุษย์เสรีนิยมใหม่จนสามารถหาเงินได้มากพอ พวกเขาก็ไม่รู้อีกแล้วว่าจะใช้เสรีภาพนั้นไปกับอะไร เสรีนิยมใหม่เป็นดั่งปรสิตที่กัดกินความฝันและตัวตนของมนุษย์และเข้าแทนที่ด้วยความฝันและตัวตนแบบเสรีนิยมใหม่ ยิ่งมนุษย์ทุ่มเทไปกับการทำงานหาเงินมากเท่าไหร่ ก็จะถูกกัดกินและเข้าแทนที่มากขึ้นเท่านั้น

ดังนั้น มนุษย์ที่เก่งกาจจะกลายเป็นมนุษย์แบบเสรีนิยมใหม่อย่างเต็มตัว สิ่งที่พวกเขาถนัดและทำได้ดีที่สุดคือการทำงานหาเงิน ในที่สุดแล้ว พวกเขาจะใช้เสรีภาพนั้นไปกับการทำงานหาเงินเช่นเดิม จนกระทั่งสภาพร่างกายของพวกเขาไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานอีกแล้ว ไม่ว่าจะด้วยเหตุจากความแก่ชราหรือโรคภัยไข้เจ็บก็ตาม จึงเป็นเรื่องน่าตลกที่ “มนุษย์ใช้ชีวิตส่วนใหญ่เพื่อดิ้นรนที่จะมีชีวิต” และ “เมื่อมนุษย์มีความมั่นคงในชีวิต พวกเขากลับไม่รู้วิธีใช้ชีวิตอีกแล้ว” ด้วยสาเหตุเหล่านี้ ทำให้ผู้เขียนสรุปได้ว่า ชีวิตของมนุษย์ในกระแสเสรีนิยมใหม่เป็นชีวิตที่มนุษย์ไม่ได้ใช้ชีวิตด้วยตนเองและเพื่อตนเอง แต่เป็นชีวิตที่ถูกใช้ด้วยนายทุนเพื่อประโยชน์ของนายทุน

ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาที่จะล้มล้างระบบทุนนิยม หรือไม่เห็นดีเห็นงามกับการเติบโตทางเศรษฐกิจแต่อย่างใด การเติบโตทางเศรษฐกิจยังคงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับมนุษย์ เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีสิ่งของทั้งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต และสิ่งของที่สร้างความสะดวกสบายให้กับชีวิตมนุษย์ในปริมาณและคุณภาพที่มากขึ้น ด้วยทรัพยากรจำนวนเท่าเดิม แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ใช่สิ่งที่เพียงพอต่อการทำให้มนุษย์มีชีวิตที่ดีได้ดังที่เสรีนิยมใหม่เข้าใจ เนื่องจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ใช่ผลประโยชน์ของมนุษย์ทุกคน แต่เป็นเพียงผลประโยชน์ของคนกลุ่มน้อยที่เป็นชนชั้นนำทางเศรษฐกิจเท่านั้น ดังนั้นการเติบโตทางเศรษฐกิจจึงเพียงแค่ทำให้ชนชั้นนำทางเศรษฐกิจมีชีวิตที่ดีขึ้นเท่านั้น ในขณะที่คนที่เหลือไม่มีแม้แต่ชีวิตเป็นของตนเอง

หากผู้อ่านรู้สึกว่าวิถีชีวิตของมนุษย์ในกระแสเสรีนิยมใหม่ที่ผู้เขียนอธิบายมามันก็เป็นวิถีชีวิตทั่วไปที่ทุกคนปฏิบัติกันทั้งนั้น มันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เป็นธรรมชาติของระบบเศรษฐกิจ ทุกคนก็เลือกใช้ชีวิตด้วยวิธีการของแต่ละคนเองทั้งนั้น จะสรุปว่าชีวิตแบบนี้เป็นชีวิตที่ไม่ได้ใช้ชีวิตตามชื่อบทความได้อย่างไร ผู้เขียนอยากเสนอให้คุณลองตั้งคำถามกับตัวเองดูว่า หากคุณมีเงินหรือมีสิ่งจำเป็นพื้นฐานมากเพียงพอที่จะมีชีวิตรอดอย่างมั่นคงโดยที่ไม่ต้องทำงาน คุณจะมีวิถีชีวิตแบบเดียวกันกับที่เป็นอยู่หรือไม่ ? และคุณชอบวิถีชีวิตแบบใดมากกว่ากัน ? วิถีชีวิตแบบใดที่คุณจะได้ใช้ชีวิตของตัวเองด้วยความต้องการของตัวเองมากกว่ากัน ? เมื่อคุณตอบคำถามเหล่านี้ได้แล้ว ผู้เขียนอยากขอให้คุณตอบอีกคำถามหนึ่งเป็นคำถามสุดท้าย คุณจะยังคงยอมให้คนอื่นมาใช้ชีวิตของคุณแทนตัวคุณเองอีกหรือเปล่า ?

เอกสารอ้างอิง

Beckert, S. (2014). Empire of Cotton: A Global History. US: Vintage Books Division Penguin

Random House

Brown, W. (2015). Undoing the Demos: Neoliberalism’s Stealth Revolution. Brooklyn, N.Y.: Zone

Books.

Clarke, S. (2005). Neoliberalism: A critical reader. London: Pluto Press.

Harvey, D. (2005): A Brief History of Neoliberalism. Oxford: Oxford University Press.

Heilbroner, R. L. (2008). Capitalism. The New Palgrave Dictionary of Economics (2nd ed.). S. N.

Durlauf, & L. E. Blume (Eds.). Palgrave Macmillan. The New Palgrave Dictionary of Economics Online. Retrieved January 6, 2017, from  http://www.dictionaryofeconomics.com/article?id=pde2008_C000053

Jones, C, Parker, M, & Bos, R. T. (2005). For Business Ethics. London: Routledge.

Kirzner, I. M. Market theory and the price system. Alabama: Ludwig von Mises Institute.

Kotz, D. M. (2000). Globalization and Neoliberalism. Amherst: the Political Economy Research

Institute of the University of Massachusetts.

 

 

 

LEAVE A COMMENT

0 comment