เมื่อผู้ใช้งาน Facebook คือผู้สร้างมูลค่า: ว่าด้วยแรงงานแรงงานดิจิทัล

เมื่อผู้ใช้งาน Facebook คือผู้สร้างมูลค่า: ว่าด้วยแรงงานแรงงานดิจิทัล

ผู้เขียน: รวิพล ลี้มิ่งสวัสดิ์

​จุดมุ่งหมายของ Christian Fuchs ก็คือการโต้แย้งว่า 1) ผู้ใช้งาน social media (หรือ แรงงานดิจิทัล digital labour) นั้นเป็นแรงงานที่มีผลิตภาพ (productive) หาใช่เป็นแรงงานที่ไร้ผลิตภาพ (unproductive) และ 2) กรอบคิดเรื่องค่าเช่า (rent) ไม่สามารถนำมาทำความเข้าใจเศรษฐกิจการเมืองของ platform โดยเฉพาะ social media ได้

​ในส่วนของจุดมุ่งหมายประการแรกนั้น เขาเริ่มต้นด้วยการแจงถึงกรอบคิดเรื่อง productive ของแรงงานที่มีหลายนิยามของคนอย่าง Karl Marx ซึ่งแรงงานที่มีผลิตภาพนั้นเป็นไปได้ทั้ง การทำงานที่ผลิตมูลค่าใช้สอย, แรงงานที่ผลิตทั้งทุนและมูลค่าส่วนเกินที่จะถูกใช้ไปในการสะสม หรือแม้แต่บรรดาแรงงานที่ “มีส่วน” ในการผลิตสร้างมูลค่าส่วนเกินหรือทุน การศึกษาหรือกรอบการมองเรื่องความมีผลิตภาพส่วนมากมักจะละเลยมิติสุดท้ายไปทำให้เกิดข้อจำกัดในการมองถึงเรื่องนี้

ข้อจำกัดนั้นได้ส่งผลให้เกิดการมองว่ามีแต่เพียงแรงงานที่ได้รับค่าจ้าง (wage labour) หรือแรงงานที่อยู่ภายใต้ความสัมพันธ์แบบค่าจ้างเท่านั้นที่มีผลิตภาพและเกิดการขูดรีด (exploitation) แรงงานที่ไม่ได้รับค่าจ้าง (unpaid labour) นั้นไม่ใช่อะไรที่จะถูกขูดรีดได้ Fuchs เรียกกรอบคิดแบบนี้ว่าพวกที่หลงใหลในแรงงานค่าจ้าง (wage-labour fetishism) ทั้ง ๆ ที่หากมองจากกรอบคิดเรื่องการขูดรีดแล้ว ภาพความพยายามของชนชั้นปกครองที่จะดูดฉกฉวยเอาแรงงานส่วนเกินนั้นมีอยู่อย่างตลอดไม่ว่าจะเป็นทาสหรือแรงงานในบ้านก็ตาม



​Fuchs นั้นหยิบยืมกรอบคิดเรื่องอุตสาหกรรมการติดต่อสื่อสารและการเคลื่อนย้ายของ Marx มาเพื่อเป็นการชี้ว่าแรงงานผู้ชม (audiences labour) ที่เป็นกรอบคิดพื้นฐานของเขาในการมองแรงงานในโลกดิจิทัล (โดยเฉพาะต่อ platform แบบ social media) (ดูเพิ่มเติม) เป็นแรงงานที่มีผลิตภาพ ซึ่งตัว Marx นั้นมองว่าเป็นการลงทุนไปกับผลผลิตที่เคลื่อนย้ายได้ (the products transported) จากกรอบคิดแบบนี้ Fuchs มองว่า บรรดาสื่อเชิงพาณิชย์ทั้งหลายนั้นทำหน้าที่เชื่อมต่ออุดมการณ์ที่มาพร้อมกับสินค้า (หรือก็คือคำสัญญาเชิงมูลค่าใช้สอยที่คอยบอกว่าพวกเขา บรรดาผู้บริโภคจะได้รับซึ่งมูลค่าเชิงใช้สอย อุดมการณ์ที่จะฉาบเคลือบมูลค่าการแลกเปลี่ยนไว้ไม่ให้มองเห็น) เข้ากับผู้บริโภค สื่อพวกนี้ทำหน้าที่ขนถ่ายอุดมการณ์ไปยังผู้บริโภค การโฆษณาจึงเกี่ยวข้องกับการผลิตสร้างข้อมูลข่าวสารและแรงงานที่เคลื่อนย้ายได้ การโฆษณาทำให้เกิดพื้นที่ที่ทำให้ผู้โฆษณาสามารถติดต่อ ส่งต่อคำสัญญาเรื่องมูลค่าเชิงใช้สอยของสินค้าของพวกเขาแก่ผู้บริโภคได้

ในแง่นี้ ผู้ใช้งาน Facebook จึงเป็นแรงงานที่ขนถ่ายสิ่งที่ว่านั้น (และหลายครั้งก็เป็นผู้บริโภคเสียเอง) แรงงานเหล่านี้ คือ แรงงานที่ทำหน้าที่ติดต่อสื่อสาร ในสายตาของ Fuchs จึงมองว่าบรรดาผู้ใช้งานเหล่านี้ก็เป็นแรงงานที่มีผลิตภาพ ไม่ใช่เป็นแรงงานที่ไร้ผลิตภาพ นอกจากนั้น Fuchs มองว่าการที่กันบรรดาผู้ใช้งาน social media หรือ audience labour ออกจากเรื่องการมีผลิตภาพนั้นเป็นสิ่งที่ไร้สาระ มันเป็นการให้ความสำคัญกับเรื่องเชิงรูปธรรม (concrete) มากเกินไป กล่าวคือ ความมีผลิตภาพนั้นเท่ากับการมีสิ่งที่เป็นรูปธรรมผลิตออกมา แรงงานเหล่านี้ก็ควรถูกนับเป็นองค์ประธานในการปฏิวัติด้วยเฉกเช่นเดียวกับแรงงานค่าจ้าง

.

​ส่วนข้อโต้แย้งประการที่สองนั้นเขามุ่งตรงไปยังกรอบความคิดที่พยายามนำเรื่อง ค่าเช่า เข้ามาอธิบายสภาพการในปัจจุบัน โดยเฉพาะกรอบคิดเรื่อง การกลายเป็นค่าเช่าของกำไร (becoming-rent-of-profit) ที่ถูกนำมาอธิบายโดยเฉพาะกับ social media แบบ Facebook ว่าเป็นผู้แสวงหาค่าเช่า โดยที่ Fuchs เริ่มต้นด้วยการบอกว่ากรอบคิดแบบนี้มันไปด้วยกันไม่ได้ ในสายตาของ Fuchs แล้วกำไรนั้นมาจากการขูดรีดแรงงาน ส่วนค่าเช่านั้นได้มาจากผลกำไรหรือค่าแรงแต่ไม่ใช่การขูดรีด รวมทั้งข้อเสนอที่ว่า ลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะกรณีของ software นั้นไม่ใช่ สินค้า (commodity) เพราะมันหาได้มีการเปลี่ยน เจ้าของ (ownership) และไม่อาจถูกนำกลับมาขายได้อีก

Fuchs ชี้ว่าสำหรับ Marx แล้วการที่จะเป็นสินค้านั้น ผลผลิตต้องยักย้ายถ่ายเทไปยังบุคคลอื่น บุคคลที่จะได้รับมูลค่าการใช้สอยจากมัน การถ่ายเทที่ทำผ่านการแลกเปลี่ยน ซึ่งการถ่ายเทที่ว่านั้นอาจหมายถึงการเปลี่ยนความเป็นเจ้าของอย่างสมบูรณ์หรือชั่วคราวก็ได้ กรอบคิดแบบนี้ก็ทำให้การเปลี่ยนความเป็นเจ้าของชั่วคราวหรือถาวรนั้นดูจะไม่ใช่สิ่งสำคัญของความเป็นสินค้า ยิ่งเมื่อพิจารณากับกรณีการเช่าลิขสิทธิ์ software (ที่เป็นตัวอย่างสำคัญของกรอบการอธิบายเรื่องค่าเช่าของพวกที่เชื่อเรื่อง การกลายเป็นค่าเช่าของกำไร) ที่ต้องมีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงตัวสินค้าตลอดเวลาแล้ว ก็จะเห็นถึงมิติการขูดรีดที่บริษัททำต่อลูกจ้างในบริษัทอย่างชัดเจน ผลกำไรถูกผลิตออกมาจากแรงงานเหล่านั้นและถูกขายอย่างชัดเจน กลับกันบรรดาผู้ให้เช่านั้นหาได้เข้าไปขูดรีดแรงงานพวกเขาทำแต่เพียงการขายที่ดินหรือสินค้าเพื่อให้ได้รับค่าเช่าเท่านั้น

Fuchs ยังยกตัวอย่างรูปแบบการเช่าลิขสิทธิ์ของ software ที่ตามมาด้วยการบริการ อัพเดทให้แก่ลูกค้าที่มาพร้อมแรงงานในการปรับปรุงข้อบกพร่องของตัว software และที่ต้องคอยให้บริการ ที่แสดงให้เห็นถึงว่ากรอบคิดเกี่ยวกับเวลาในการผลิตความรู้และบริการที่นำไปสู่การอธิบายเรื่องมูลค่าของสินค้าพวกนั้นได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยกรอบคิดเรื่องค่าเช่ามาอธิบาย รวมทั้งชี้ให้เห็นถึงว่าแรงงานพวกนี้นั้นถูกขูดรีดเวลาส่วนเกินไปอย่างมากมายมหาศาล เป็นแรงงานที่มีผลิตภาพ

​Fuchs ยังชี้อีกว่าในกรณีของ Facebook นั้น มันไม่สามารถใช้กรอบคิดเรื่องการแสวงหาค่าเช่า (rent-seeking) มามอง หรือมันต่างจากบรรดาผู้แสวงหาค่าเช่าก็เนื่องจาก

1) เนื่องจากส่งที่ถูกนำออกให้เช่านั้นเป้นสิ่งที่สามารถให้ ค่าเช่า แก่เจ้าของได้โดยไม่ต้องเรียกร้องการผลิตและการผลิตซ้ำที่ต่อเนื่องที่กระทำต่อพวกมัน หรือก็คือมันเป็นอิสระในระดับหนึ่งต่อแรงงาน แต่ Facebook นั้นไม่ใช่ เนื่องจากมันทำหน้าที่ขายสินค้า สินค้าที่เป็นข้อมูลผู้ใช้งานหรือความสนใจที่ถูกทำให้กลายเป็นสินค้า มันจึงไม่ใช่ผู้ให้เช่าแต่เป็นบริษัทผู้ขูดรีด

2) ค่าเช่านั้นเป้นแต่เพียงการยักย้ายเอาส่วนหนึ่งของผลกำไรที่เกิดจากมูลค่าที่ผลิดอกออกจากแรงงานในกระบวนการสะสมทุน กล่าวคือมันไม่ต้องการกระบวนการผลิตสินค้า มูลค่าส่วนเกิน สินค้าส่วนเกิน หรือการขายสินค้า กลับกัน Facebook นั้นลงทุนผลิตและให้ผู้ใช้งานได้ผลิตข้อมูลที่นำมาสู่กำไรที่พวกเขาจะนำออกขายแก่ผู้โฆษณา

3) ทรัพย์สินที่ออกเช่านั้นจะถูกนำเข้าสู่กระบวนการผลิตในฐานะทุนคงที่ แต่ การโฆษณาบน Facebook นั้นอยู่ในขั้นตอนของการเปลี่ยนสินค้าให้กลายเป็นเงินตรา หรือตำแหน่งแห่งที่ที่สินค้าถูกขายออกไปนั้นเอง ส่วนผู้ใช้งานนั้นก็เป็นแรงงานที่เคลื่อนย้ายผู้ที่ขนถ่ายคำสัญญาของมูลค่าเชิงใช้สอย แรงงานที่มีผลิตภาพสร้างมูลค่าส่วนเกินและถูกขูดรีด

4) การให้เช่านั้นเป็นการขายกรรมสิทธิ์ออกไปเป็นการชั่วคราว มันจึงไม่อาจขายซ้ำได้ แต่กลับกัน Facebook นั้นพื้นที่ในการโฆษณาที่ถูกขายไปนั้นได้ไปพร้อมกับเนื้อหา ที่ซื้อข้อมูลเหล่านั้นสามารถถูกนำไปขายซ้ำเพื่อจุดประสงค์อื่น ๆ ได้อีก ด้วยเหตุนี้ Facebook จึงเป็นบริษัททุนนิยมหาใช่องค์การจัดการที่แสวงหาค่าเช่า

LEAVE A COMMENT

0 comment